ประธานาธิบดีจอร์ช
ดับพลิว บุช และนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร
พบหารือกันในวันที่ 10 มิถุนายน 2546 ที่ผ่านมา
ที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อยืนยันความเป็นพันธมิตรที่เข้มแข็งระหว่างสหรัฐอเมริกา
กับ ราชอาณาจักรไทย ซึ่งตั้ง
อยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด และอบอุ่นระหว่างปรระเทศทั้งสอง
เป็นระยะเวลากว่า 170 ปี เพื่อเป็นการรับรองถึง
ประวัติศาสตร์อันยาวนานของความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งสอง ประธานาธิบดี
บุช มีความยินดีแจ้งให้นายกรัฐมนตรีของ
ไทยทราบว่า สหรัฐฯ กำลังดำเนินการอย่างเต็มที่ให้ไทยมีสถานะเป็นพันธมิตรหลักที่มิได้เป็นสมาชิกองค์กรสนธิสัญญา
ป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ Major Non-NATO Ally
ผู้นำทั้งสองประเทศได้หารือกันเกี่ยวกับพัฒนาการในอิรัก และยืนยันพันธะร่วมกันที่จะช่วยฟื้นฟู
ประเทศอิรักให้มีความมั่งคง
มั่งคั่งและเป็นประชาธิปไตย ในการนี้ ประธานาธิบดีบุช ได้แสดงความชื่นชมต่อข้อเสนอของไทยที่จะส่งกองพันทหารช่าง
และหน่วยเสนารักษ์ไปยังอิรัก และแสดงความ ชื่นชมต่อความช่วยเหลือ
ด้านมนุษยธรรมที่ประเทศไทยให้แก่ประชาชนอิรัก
ทั้งนี้ประธานาธิบดีบุช แสดงความยินดีต่อการที่ประเทศไทยได้ส่งกองพันทหารช่างไปร่วมปฎิบัติงานกับกองกำลังพันธมิตร
ในอัฟกานิสถาน และเห็นว่า ความร่วมมือเหล่านี้ ชี้ให้เห็นเด่นชัดถึงความแข็งแกร่งของความเป็นพันธมิตรระหว่างประเทศไทย
สหรัฐฯ ที่มีมาโดยตลอด
ผู้ทำทั้งสองเห็นพ้องกันว่า
สันติภาพอันยั่งยืนในตะวันออกกลางเป็นผลประโยชน์อันสำคัญยิ่งของประชาคมระหว่างประเทศ
ในการนี้ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ได้แสดงความชื่นชมต่อบทบาทของประธานาธิบดีบุช
ในการผลักดันแผนสันติภาพและความ
มั่นคงอันยั่งยืนในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ประธานาธิบดีบุช และนายกรัฐมนตรีทักษิณ
แสดงความวิตกกังวลต่อสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี ทั้งสองฝ่ายยืนยัน
พันธะกรณีที่จะดำเนินการร่วมกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของการกำจัดโครงการผลิตอาวุธนิวเคลียร์
ของเกาหลีเหนืออย่างสมบูรณ์ เป็นที่พิสูจน์ทราบได้ และมิให้สามารถรื้อฟื้นขึ้นได้อีก
เนื่องจากการกำจัดโครงการดังกล่าวเป็น
สิ่งจำเป็นสำหรับเสถียรภาพ สันติภาพ และความมั่นคงของภูมิภาค
ผู้นำทั้งสองแสดงความชื่นชมต่อความพยายามของเอเปค และความร่วมมือในกรอบความมั่นคงเอาเซียน
ในการสนับสนุน
วัตถุประสงค์ข้างต้น นายกรัฐมนตรีทักษิณ และประธานาธิบดีบุช
แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของประชาชน
ชาวเกาหลีเหนือและเห็นพ้องถึงความสำคัญของความช่วยเหลือด้านอาหารเพื่อมนุษยธรรม
และควรมีความพยายามให้เกิด
ความมั่นใจว่า ผู้ที่ได้ความช่วยเหลือนี้จะเป็นผู้ที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง
ประธานาธิบดีบุช และนายกรัฐมนตรีทักษิณ
แสดงความวิตกกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพม่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องกันถึงความจำเป็นที่จะต้องให้มีการปล่อยตัวนาง
อองซาน ซูจี และสมาชิกสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยโดยทันที
โดยที่นายกรัฐมนตรีไทย ยืนยันความพร้อมของรัฐบาล
ไทยที่จะดำเนินการทุกวิถีทางในการสนับสนุนการปรองดองแห่งชาติ
และการกลับสู่ประชาธิปไตย โดยที่เล็งเห็นว่า ประชา-
ธิปไตยและความเจริญรุ่งเรืองของพม่าเป็นปัจจัยสำคัญของเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรือง
ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นายกรัฐมนตรีทักษิณ
และประธานาธิบดีบุช เรียกร้องให้มีการเจรจาทางการเมืองระหว่างรัฐบาลพม่า
กับกลุ่มพลังการเมือง
ต่าง ๆ โดยทันที ตามที่รัฐบาลพม่าได้เคยประกาศยืนยันที่จะให้มีการเปลื่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอย่างสันติ
นอกจากนั้นแล้ว
ผู้นำทั้งสองย้ำที่จะให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการแก้ปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดอาเจห์
ประเทศอินโดนีเซีย โดยสันติวิธี และแสดงความหวังว่า คู่กรณีจะกลับ
คืนสู่กระบวนการเจรจาเพื่อทำการตกลงทางการเมืองที่จะแก้ไขความทุกข์ยากของชาวอาเจห์
โดยเคารพต่อบูรณภาพ
แห่งดินแดนของอินโดนีเซีย
ประธานาธิบดีบุช ยกย่องบทบาทของการเป็นผู้นำอันเข้มแข็งของประเทศไทยในการตอบสนองต่อการท้าทายของการ
ก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพันธะกรณีต่อประชาคมระหว่างประเทศในการต่อสู้กับการก่อการร้ายทุกรูปแบบ
นอกจากนั้นแล้วประธานาธิบดีบุช ยังได้แสดงความชื่นชมต่อการเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับสหรัฐฯในการต่อต้านการ
ก่อการร้าย
นายกรัฐมนตรีทักษิณ
และประธานาธิบดีบุชได้หารือเกี่ยวกับพัฒนาการในช่วงที่ผ่านมา
ในการทำสงครามต่อต้านการก่อ-
การร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแสดงความยินดีต่อการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนในการต่อต้าน
การก่อการร้าย ซึ่งเป็นผลให้สามารถทำลายแผนการก่อการร้ายและจับกุมสมาชิกเครือข่ายก่อการร้าย
เจมาห์ อิสลามิยะห์
หรือเจไอ ได้จำนวนหนึ่ง ในขณะที่รับทราบความก้าวหน้าในการกำจัดภัยคุกคามจากการก่อการร้ายในภูมิภาคนี้
แต่ผู้นำทั้งสอง
เห็นพ้องกันว่า สงครามต่อต้านการก่อการร้ายยังไม่สิ้นสุดในเร็ววัน
นายกรัฐมนตรีทักษิณ
และประธานาธิบดีบุช เห็นพ้องกันที่จะกระชับความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้ายทั้งกรอบเวที
ทวิภาคี และพหุภาคี และเห็นว่า การประชุมผู้นำเอเปค ที่จะมีขึ้นที่กรุงเทพมหานคร
จะเป็นโอกาสสำคัญให้มีการดำเนินการ
ตามวัตถุประสงค์ในการต่อต้านการก่อการร้าย ประธานาธิบดีบุช
แสดงความชื่นชมที่ประเทศไทยเข้าร่วมโครงการความ
ร่วมมือการปฎิบัติหน้าที่ศุลกากรหรือ Container Security Initiative
หรือ CSI ซี่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนการป้องกันมิให้
ผู้ก่อการร้ายแสวงหาประโยชน์จากการขนส่งสินค้า และแสดงความยินดีที่
นายสุรเกียรติ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
การต่างประเทศไทย และนายโทมัส ริดส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงภายในของสหรัฐฯ
ได้ร่วมกันลงนามในปฎิญญา
ว่าด้วยความร่วมมือดังกล่าว และการปฎิบัติหน้าที่ศุลกากรสหรัฐอเมริกา
ณ ท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย
ผู้นำทั้งสองตระหนักถึงความร่วมมืออันยาวนานด้านการต่อต้านยาเสพติดระหว่างสหรัฐฯ
และไทย ซึ่งประสบความสำเร็จอย่าง
ดียิ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ในการนี้ ประธานาธิบดีบุช แสดงความชื่นชมต่อบทบาทนำของประเทศไทยในความร่วมมือและเป็น
ที่ตั้งของสถาบันฝึกอบรมระหว่างประเทศว่าด้วยการปฎิบัติตามกฎหมาย
( International Law Enforcement Academy )
ในประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดและประสบความสำเร็จมากที่สุดโครงการหนึ่งของหน่วยงานปราบปรามยาเสพติด
ของสหรัฐฯ
ประธานาธิบดีบุช ยังรับทราบเจตจำนงของนายกรัฐมนตรีทักษิณ
ที่จะปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ รวมถึงการ
ค้ายาเสพติดและการค้ามนุษย์ ในส่วนของการที่สื่อมวลชนสหรัฐฯ
ลงข่าวเกี่ยวกับการวิสามัญฆาตกรรมในการดำเนินนโยบาย
ทำสงครามกับยาเสพติดของไทยนั้น นายกรัฐมนตรีทักษิณยืนยันว่า
รัฐบาลไทยไม่สนับสนุนความคิดการวิสามัญฆาตกรรมและ
ยืนยันต่อประธาธิบดีบุชว่า ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการวิสามัญฆาตกรรมทั้งหมดกำลังได้รับการสืบสวนอย่างถี่ถ้วน
ประธานาธิบดีบุชและนายกรัฐมนตรีทักษิณแสดงความชื่นชมร่วมกันต่อความเป็นหุ้นส่วนของไทยกับสหรัฐฯ
ในด้านโรคเขต
ร้อนและโรคระบาดอื่น ๆ รวมทั้ง เอชไอวี. เอดส์ และตกลงที่จะกระชับความร่วมมือในการต่อต้านภัยคุกคามใหม่
ๆ อาทิ
โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือโรคซาร์ ทั้งนี้ประธานาธิบดีบุช
แสดงความยินดีต่อความเป็นผู้นำของไทยในการ
จัดการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำเอาเซียนกับผู้นำจีนว่าด้วยโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง
และประธานาธิบดีบุช
พร้อมที่จะให้ความสนับสนุนและความช่วยเหลือต่อไปในเรื่องนี้
นายกรัฐมในตรีทักษิณแจ้งประธานาธิบดีเกี่ยวกับเป้าหมาย
ของการประชุมความร่วมมือเอเชีย หรือ เอซีดี และความหวังว่า
เวทีดังกล่าวจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่ความร่วมมือระดับ
ภูมิภาคในสาขาต่าง ๆ
ประธานาธิบดีบุช และนายกรัฐมนตรีทักษิณ
แสดงความชื่นชมต่อความสัมพันธ์ทางเศรษกิจที่เข้มแข็งระหว่างไทยกับสหรัฐฯ
และยืนยันความประสงค์ที่จะขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้เพิ่มมากขึ้น
ดังที่ได้มีการตกลงกันในกรอบความร่วมมือ
ทางการค้าและการลงทุนไทยสหรัฐฯ หรือ ทีไอเอฟเอ ผู้นำทั้งสองแสดงความสนใจที่จะให้มีการดำเนินการตามข้อเสนอของ
ประธานาธิบดีบุชว่าด้วย Enterprise for Asean Initiative ซึ่งกำหนดเป้าหมายที่จะส่งเสริมการลงทุน
ความเจริญเติบโต
และการค้าเสรีระหว่างสหรัฐฯกับประเทศอาเซียน นายกรัฐมนตรีทักษิณและประธานาธิบดีบุชยืนยัน
พันธกรณีภายใต้กรอบ
ของ ทีไอเอฟเอ.ซึ่งรวมถึงเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและการลงทุน
และศุลกากร ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่จำเป็นต่อ
การจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี ผู้นำทั้งสองยังได้ยืนยันจะร่วมกันดำเนินการให้มีการเจรจาในองค์การการค้าโลก
ตาม
วาระที่ตกลงกันไว้ที่โดฮา และย้ำว่าความก้าวหน้าของประเด็นสินค้าเกษตร
เป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จในการเจรจาตาม
วาระโดฮา
ทั้งสองฝ่ายตระหนักว่า
Life Science จะเป็นอุตสาหกรรมในศตวรรษใหม่ที่จะส่งเสริมความเป็นอยู่ของมนุษย์
และการเจริญ
เติบโตทางเศรษฐกิจ ในการนี้ ฝ่ายไทยแสดงความยินดีต่อข้อเสนอของสหรัฐฯ
ในการจัดตั้ง Life Science Forum ขึ้นภายใต้
กรอบ Apec นายกรัฐมนตรีทักษิณแสดงความหวังว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยให้ไทยเป็นศูนย์กลางแห่งหนึ่งของโลก
ในการวิจัยด้าน Life Science และการพัฒนาด้านสุขภาพ
ประธานาธิบดีบุช แสดงความชื่นชมยินดีต่อนายกรัฐมนตรีทักษิณในบทบาทความเป็นผู้นำในโอกาสที่ประเทศไทยเป็น
ประธานของกรอบความร่วมมือ เอเปค ในปี 2546 ผู้นำทั้งสองยืนยันยันที่จะผลักดันความร่วมมือในกรอบ
เอเปค ให้มีความ
ก้าวหน้าทั้งในด้านการเปิดการค้า และการลงทุน และด้านการต่อต้านการก่อการร้าย
ประธานาธิบดีบุช ตั้งตารอคอยด้วยความ
ยินดีที่จะเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในลักษณะ State
Visit ก่อนการประชุมเอเปค และความซาบซึ้งใน
พระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาธิคุณโปรดเกล้าให้รับประธานาธิบดีสหรัฐฯ
และภริยาเป็นพระ
ราชอาคันตุกะ นายกรัฐมนตรีทักษิณขอบคุณประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ที่ได้เตรียมการรับเสด็จการเยือนกรุงวอชิงตันดีซี ของ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร อย่างสมพระเกียรติ
ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องกันว่า การเยือนระดับสูงดังกล่าว
จะช่วยกระชับไมตรีอันอบอุ่น ระหว่างรัฐบาลทั้งสองและระหว่างประชาชนอเมริกันและประชาชนไทยได้
ที่มา
.นสพ.สยามโครนิเคิล นสพ.ไทย
ในสหรัฐอเมริกา
ประวัติ บุช
นายจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 43
และอดีตผู้ว่าการรัฐเท็กซัส (2537-2543) เกิดที่เมืองนิวเฮเวน
มลรัฐคอนเน็กติกัต เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2489 ปัจจุบันอายุ
57 ปี เขามักจะถูกเรียกสั้นๆว่า ดับเบิ้ลยู. (W) ที่ย่อมาจากคำว่า
วอล์คเกอร์ (Walker) ซึ่งเป็นชื่อกลางเป็นบุตรชายคนโตของอดีตประธานาธิบดี
(คนที่ 41) จอร์จ เฮอร์เบิร์ต วอล์คเกอร์ บุช
และนางบาร์บาร่า เพียร์ซ บุช เขาเติบโตขึ้นในเมืองมิดแลนด์
มลรัฐเท็กซัส ที่บิดาของเขาทำงานในธุรกิจน้ำมัน พี่น้องท้อง
เดียวกับเขาก็มีนายเจ๊บ บุช (ปัจจุบันเป็นผู้ว่าการรัฐฟลอริดา)
นายนีล,นายมาร์วินและนางโคโรธี ส่วนรอบิน น้องสาวอีกคน
ของเขา เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในเม็ดโลหิต ตอนอายุได้
เพียง 3 ขวบ"bush")
เขาสมรสกับ ลอร่า เวลช์ อดีตครูและบรรณารักษ์ห้องสมุด เมื่อปี
2520 ในปี 2524เธอให้กำเนิดลูกสาว
ฝาแฝดคือ บาร์บาร่า กับเจนี่ เขาเข้าศึกษาที่วิทยาลัยฟิลิปส์
แอนโดเวอร์ อันเลื่องชื่อของมลรัฐแมสซาชูสิทท์ส ก่อนจะสอบ
เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเยล มลรัฐคอนเน็กติกัต หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากเยลในปี
2511 เขาก็เดินทางกลับ
มายังเท็กซัส และเข้าร่วมในกองกำลังป้องกันชาติอากาศเท็กซัส
(Texas Air National Guard) ในปี 2512 เขาเข้าเรียนต่อ
ที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จนกระทั่งจบปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต
(M.B.A.) ในปี 2518 ต่อมา เขา
กลับไปยังเมืองมิดแลนด์บ้านเกิดอีกครั้ง เพื่อตั้งบริษัทสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอิสระของตัวเองขึ้น
ซึ่งเขาใช้ชื่อว่า
อาร์บุสโต้ (Arbusto เป็นคำในภาษาสเปนที่แปลว่า "bush")
ขณะที่ดำเนินธุรกิจ
นายบุชได้ลงสมัครชิงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในปี
2521 แต่ก็พ่าย นายเคนท์ แฮนซ์
สมาชิกวุฒิสภาของรัฐเท็กซัส จากพรรคเดโมแคร็ตในช่วงที่ราคาน้ำมันที่ตกต่ำในช่วงต้นทศวรรษหลังปี
2523 กำลังส่งผล
กระทบอย่างหนักต่อสถานะของบริษัทเขา ที่ขณะนี้เปลี่ยนชื่อเป็น
"บุช เอ็กซพลอเรชั่น" นายบุชได้ยอมรับข้อเสนอที่จะนำ
บริษัทของเขาไปควบรวมกิจการกับกองทุนด้านการลงทุนน้ำมันแห่งหนึ่งชื่อ
"สเปคตรัม เซเว่น" และขึ้นไปรั้งตำแหน่ง
ประธานบริษัทใหม่แห่งนี้ในปี 2529 หลังราคาน้ำมันลดลงอย่างฮวบฮาบในฉับพลัน
นายบุชเตรียมจะขายสเปคตรัมให้กับ
บริษัทฮาร์เค่น เอนเนอร์จี้ ในราคาต่อรอง แต่ต่อมาเขาตัดสินใจขายหุ้นดั้งเดิมของเขาแทน
และสามารถทำกำไรได้อย่าง
มหาศาล
หลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน
2531 เสร็จสิ้นลงไม่นาน บุชก็ย้ายกลับไปยังเท็กซัส โดยคราวนี้ไปอยู่ที่ดัลลัส
ซึ่งเขา
ได้จัดตั้งกลุ่มนักลงทุนที่มั่งคั่งขึ้นกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งก็รวมถึงตัวเขาเองด้วย)
และตกลงเจรจาซื้อทีมเบสบอลอาชีพเท็กซัสแรง
เย่อร์สในฐานะผู้มีส่วนในการบริหารของทีม ต่อมาในปี2541ทีมเบสบอลของเขาถูกซื้อไปด้วยจำนวนเงินมหาศาลในปี
2537
เขาได้รับเลือกเป็นผู้ว่าการรัฐเท็กซัสในเดือนพฤศจิกายน 2541
นายบุชได้กลายเป็นผู้ว่าการรัฐเท็กซัสคนแรกที่ได้รับเลือก
ให้ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเป็นสมัยที่ 2 อีกเป็นเวลา 4 ปี โดยสามารถเอาชนะคู่แข่งด้วยคะแนนเสียงที่น่าประทับใจ
65% ต่อ
35% และดึงคะแนนเสียงจากคนผิวดำและชนเชื้อสายสเปนมาให้กับพรรครีพับลิกันได้มากเป็นประวัติการณ์
ในเดือนมิถุนายน
2542 นายบุชประกาศเจตนารมณ์อย่างเป็นทางการที่จะสมัครลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
ในเดือนกรกฎาคม 2543
บุชประกาศชื่อคู่ชิงรองประธานาธิบดีของเขาคือ นายริชาร์ด หรือดิ๊ค
บี.เชนีย์ อดีตสมาชิกรัฐสภา
จากรัฐไวโอมิ่งที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลพ่อของเขาและปัจจุบันทำงานในธุรกิจน้ำมันของรัฐ
เท็กซัสบุชกับเชนีย์ได้รับการเสนอชื่อเป็นตัวแทนของพรรคลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
และรองประธานาธิบดีอย่าง
เป็นทางการในการประชุมแห่งชาติของพรรครีพับลิกันในนครฟิลาเดเฟีย
มลรัฐเพนน์ซิลเวเนีย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม การต่อสู้
เพื่อช่วงชิงทำเนียบขาวของพรรคเขากับนายกอร์และคู่ชิงรองประธานาธิบดีของเขา
คือ นายโจเซฟ ลีเบอร์แมนสมาชิกวุฒิสภา
จากรัฐคอนเน็กติกัต คือหนึ่งในการเลือกประธานาธิบดีที่คู่คี่สูสีที่สุดและมีการโต้แย้งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา
ในคืนวันเลือกตั้ง คือ
วันที่ 7 พฤศจิกายน ทั้งหมดมาตกอยู่ที่รัฐฟลอริด้ากับคะแนนเสียงของคณะผู้เลือกตั้ง
25 เสียงของรัฐ
ด้วยคะแนนนำที่เฉียดฉิวในรัฐนี้ (แม้ว่าเขาจะตามหลังกอร์ในคะแนนเสียงของประชาชน)
บุชได้รับการประกาศในครั้งแรก
ให้เป็นผู้ชนะจากเครือข่ายข่าวต่าง ๆ ของประเทศ ซึ่งกอร์ก็ได้โทรศัพท์มายอมรับความพ่ายแพ้
แต่ในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา
เมื่อผลการนับคะแนนในฟลอริด้าเริ่มคู่คี่สูสีกันขึ้นมา นายกอร์ก็ประกาศยกเลิกการยอมรับความพ่ายแพ้
ขณะที่การนับคะแนน
ใหม่ได้เริ่มขึ้น หลัง 5 สัปดาห์ของการต่อสู้ทางกฎหมายที่ซับซ้อนซึ่งยืดขยายต่อไปจนถึงศาลสูงสุดของประเทศ
ศาลฎีกา
สหรัฐก็วินิจฉัยชี้ขาดด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 4 ให้ยุติการนับคะแนนใหม่ในฟลอริดา
ส่งผลให้มีการประกาศให้บุชเป็นผู้ชนะ
ของรัฐด้วยคะแนนเสียงเหนือกอร์ 537 เสียง วันที่ 13 ธันวาคม
2543 หนึ่งวันหลังการตัดสินนี้ กอร์ก็ยุติการต่อสู้และหันมา
แสดงความยินดีกับบุชในชัยชนะของเขา ขณะเดียวกันคนทั้งสองก็ได้วอนให้ชาวอเมริกันทิ้งความแตกต่างของการถือพวก
ที่เป็นผลพวงของการเลือกตั้งที่ผิดธรรมดาครั้งนี้ไว้เบื้องหลัง
ในสุนทรพจน์ครั้งแรกในฐานะว่าที่ประธานาธิบดี บุชยังคงเน้นย้ำ
ในนโยบายร่วมกันของทั้งสองพรรค ซึ่งเป็นหัวข้อหลักของการหาเสียงของเขา
และให้คำมั่นว่าจะเป็นผู้นำของ "ประเทศหนึ่ง"
ไม่ใช่"พรรคหนึ่ง"
นายจอร์จ
วอล์คเกอร์ บุช สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่
43 เมื่อวันที่ 20 มกราคม
2544
|