|
มหาเธร์ โมฮาหมัด
เกิดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม
2468 ในเมืองอะลอร์ซตาร์ รัฐเคดะห์ของมาเลเซีย มหาเธร์ เข้าร่วมในองค์การ
แห่งชาติสหมาเลย์ (UNITED MALAYS NATIONAL ORGANIZATION) หรือ
อัมโน (UMNO) ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2489 และ
เป็นที่ดึงดูดความสนใจ ของผู้คนจากการเขียนบทความเชิงวิจารณ์เกี่ยวกับราชาธิปไตยและการปลดปล่อยสตรีให้เป็นอิสระ
เขาจบการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยมลายา และในปี
2499 ได้สมรสกับฮัมซะห์ ซึ่งมีอาชีพเป็นแพทย์
เช่นเดียวกัน ต่อมาในปี 2500 ไ้ด้ตั้งคลีนิกส่วนตัวขึ้นที่บ้านเกิดของเขา
ทั้งคู่มีบุตรสาว 2 คน บุตรชายอีก 3 คน
เส้นทางสู่อำนาจของมหาเธร์
เข้าสู่แวดวงการเมืองอย่างจริงจังในปี 2507 ในฐานะสมาชิกรัฐสภาจากพรรคอัมโน
ต่อมาใน
ปี 2512 ถูกขับออกจากพรรคหลังจากโจมตีนายกรัฐมนตรีตุนกู อับดุลระห์มันในจดหมายเปิดผนึก
ฐานละเลยชุมชน ชาว
มาเลย์พื้นเมือง
บนเส้นทางสายการเมือง เขาได้นำเสนอแนวความคิดชาตินิยมของเขา
โดยเขียนหนังสือชื่อว่า เดอะ มาเลย์ ดีเล็มม่า
(THE MALAY DILEMMA) ซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลาย
งานเขียนดังกล่าวมีอิทธิพลต่อชาวมาเลเซีย ให้หันมาต่อต้านชาติตะวันตก
ที่จะเข้ามามีอิทธิพลหรือกดขี่ชาวมาเลเซีย
แนวความคิดของเขาสอดรับกับแนวความคิดของคณะผู้นำพรรคอัมโนรุ่นใหม่
เขาจึงได้กลับเข้ามาเป็นสมาชิกของพรรคอีกครั้ง ต่อมาในปี 2517
มหาเธร์ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิกรัฐสภา และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
ศึกษาธิการ ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี เขาก็ได้เป็นรองหัวหน้าพรรค
และในปี 2524 เขาก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี
เสือตัวใหม่ถือกำเนิด
การเข้ารับตำแหน่งบริหารในระดับสูงของ มหาเธร์ เขาได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศจากเดิมที่มุ่งเน้นการ
ส่งออกยางพาราและดีบุก ซึ่งเป็นสินค้าขั้นพื้นฐาน ปรับเปลี่ยนมาเป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า
เช่น การ
ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า เหล็กกล้า และรถยนต์ จนได้รับการขนานนามเป็นเสืออีกตัวหนึ่งในเอเซีย
นอกจากนี้เขายังรับเอาเสื้อคลุมของโฆษกสำหรับเอเชียใหม่ หรือ
NEW ASIA โดยสนับสนุนคุณค่าต่าง ๆ ของเอเชียและ
มาเลเซีย วิพากษ์วิจารณ์ทวิมาตรฐานหรือ DOUBLE STANDARD ต่าง
ๆ ของชาติตะวันตก และได้สมัครพรรคพวกในหมู่
ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่ไม่ใช่ตะวันตกเข้าเป็นแนวร่วม
มหาเธร์ ได้สร้างชนชั้นกลางชาวมาเลย์ขึ้น หรือแม้แต่อภิมหาเศรษฐี
โดยอาศัยการอุปถัมภ์ของรัฐบาลตลอดจนนโยบายการ
เลือกปฎิบัติเชิงบวกต่าง ๆ ในการจ้างงานและการศึกษาระดับที่สูงขึ้น
โครงการที่มองเห็นได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกระตุ้นความรู้สึกภาคภูมิใจของประชาชนก็คือ
ตึกที่สูงที่สุดในโลก พีโทรนาส และ
นิคมอุตสาหกรรม มัลติมีเดีย ซูเปอร์ คอร์ริดอร์ (MULTIMEDIA
SUPER CORRIDOR) ที่ตั้งใจจะให้เป็นคู่แข่งของซิลิคอน
แวลลี่ย์ (SILICON VALLEY)ของแคลิฟอร์เนีย
การขู่คุกคามฝ่ายค้าน
เขามีเมตตาธรรมน้อยต่อผู้ที่ต่อต้านเขาทั้งผู้อยู่ในตำแหน่งคนก่อนอย่างนายอันวาร์
อิบราฮีม และตัวนายอันวาร์เอง ต่างอยู่
ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีได้เพียง 5 ปีเท่านั้น
ในปี 2530 การท้าทายต่อภาวะผู้นำของมหาเธร์ นำไปสู่การกักขังผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์เขาครั้งใหญ่ภายใต้พระราชบัญญัติ
ความ
มั่นคงภายในและการสั่งปลดบรรดาผู้พิพากษาที่เขาลงความเห็นว่าแทรกแซงมากเกินไป
ข้อกังขาภาวะผู้นำของมหาเธร์
ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ มหาเธร์ กล่าวว่า โครงการขนาดมโหฬารต่าง
ๆ ของเขาตั้งอยู่บนรากฐานของหนี้สินมหาศาล ของมาเลเซีย
ซึ่งจะนำไปสู่วิกฤติเงินตราในที่สุด คนเหล่านี้เกรงว่าจุดยืนต่อต้านตะวันตกของเขาจะทำให้
ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของ
มาเลเซียเลวร้ายลงไปอีก นอกจากนี้พวกเขายังตั้งคำถามถึงความเกี่ยวพันระหว่างการ
เมืองกับธุรกิจที่สร้างกลุ่มทุนนิยมเพื่อน
พ้องที่ใกล้ชิดกับพรรคอัมโนและแกนนำสำคัญ ๆ ของพรรค
วิกฤติการณ์ทางการเงินครั้งเลวร้ายในเอเซีย ซึ่งทำให้พลเอกซูฮาร์โต้
ประธานาธิบดีอินโดนีเซียต้องพ้นจากตำแหน่งได้นำไป
สู่การเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลตามที่ต่าง ๆ และทำให้มาเลเซียต้องประสบกับภาระถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุด
แต่
นั่นกลับทำให้อำนาจในเมืองของมหาเธร์มีเพิ่มมากขึ้น
เพื่อสกัดกั้นการท้าทายใด ๆต่อภาวะของผู้นำ เขาได้สั่งปลดรองนายกรัฐมนตรีและทายาททางการเมืองของเขาคือ
นายอันวาร์
อิบราฮีม ออกจากตำแหน่ง แล้วเข้าควบคุมกระทรวงการคลังเพื่อต่อกรกับบรรดานักเก็งกำไรที่เขากล่าวหาว่า
เป็นต้นเหตุของ
ปัญหาทางเศรษฐกิจปัจจุบันของมาเลเซีย
รังเกียจความช่วยเหลือของไอเอ็มเอฟว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนลัทธิล่าอาณานิคมแบบใหม่
ที่สนองประโยชน์ของชาติตะวันตก
มหาเธร์ประกาศใช้นโยบายควบคุมเงินตราที่เป็นที่ถกเถียงกัน
ซึ่งส่งผลให้มาเลเซียแยกอยู่โดดเดี่ยวจากระบบเศรษฐกิจโลก
ซึ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีส่วนช่วยเติมเชื้อเพลิงแห่งการเจริญเติบโตให้กับมาเลเซีย
การตัดสินใจของเขาถูกต้องและ
มาเลเซียก็เป็นเพียงประเทศเดียวในเอเซียที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการณ์ทางการเงินครั้งเลวร้ายนี้น้อยที่สุดและฟื้นตัวเร็ว
ที่สุด
หลังประกาศด้วยน้ำตานองหน้า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2545
ในระหว่างการประชุมใหญ่ประจำปีของพรรคอัมโนว่าจะลาออก
จากทุกตำแหน่งทางการเมืองและทุกตำแหน่งในพรรคของเขา แต่ถูกคนในพรรคคัดค้าน
เขาจึงกลับลำประกาศจะอยู่ใน
ตำแหน่งต่อไปจนถึงปลายปี 2546 เพื่อถ่ายโอนอำนาจ และเขาจะก้าวลงจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่
31 ตุลาคมนี้
โดยจะส่งมอบตำแหน่งหัวหน้าพรรคอัมโน่ และตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้กับนายอับดุลลาห์
บาดาวี รองนายกรัฐมนตรี
|