" เสน่ห์ จามริก" มองรัฐกันชนจากมุมนักสิทธิมนุษยชน
สิ้นเสียงให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ว่ารัฐบาลจะยกเลิกนโยบายรัฐกันชนเพื่อ
แก้ไขปัญหาความสัมพันธ์กับพม่านั้น ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาหนึ่งในนั้นมี ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก
ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติรวมอยู่ด้วยอาจารย์เสน่ห์เสนอว่าจำเป็นที่ผู้บริหารจะต้องมอง
ปัญหารัฐกันชนทั้ง ด้านบวก และด้านลบไม่ใช่ดูแต่ความมั่นคงอย่างเดียวแต่ต้องคำนึงถึงเรื่องเศรษฐกิจและ
การใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันด้วย
หากรัฐบาลไทยให้การสนับสนุนพม่าในด้านในการกวาดล้างคนกลุ่มน้อยเขาก็ต้อง
มีการต่อสู้และหนีเข้ามาที่พรมแดนพม่า ไทยไม่มีทางจบและไม่ใช่การต่อสู้แค่
1-2 ปีและผลที่ตามมาอย่างแน่นอนก็คือเมื่อชนกลุ่มน้อยลุกขึ้นมาต่อสู้กับรัฐบาล
พม่าเขาก็ต้องหาเงินเพื่อมาต่อสู้ด้วยการค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ โสเภณี การพนัน
แล้วไทยก็ต้องเข้าร่วมสบทบกับกระบวนการนี้ด้วยซึ่งหากจัดการตรงนี้ได้สงคราม
การก่อการร้ายหรือสงครามยาเสพติดก็จะหมดไปจึงขอเตือน2ประเทศว่าควรจะ
ใช้ปัญญาแก้ปัญหามากกว่าใช้อำนาจ

เป็นทรรศนะที่มองจากมุมของนักสิทธิมนุษยชนผู้
คลุกคลีและรอบรู้ในปัญหาสิทธิมนุษยชนทั้งใน
ประเทศไทยและภูมิภาคนี้อย่างทะลุปรุโปร่งคน
หนึ่ง ที่ควรฟังเป็นอย่างยิ่ง
เสน่ห์ จามริก เกิดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2470เป็นชาว อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร เข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่อายุ 10 กว่าขวบ จบมัธยม 6 จาก ร.ร.
วัดราชบพิธ เข้าเรียนเตรียมปริญญาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง จนได้
ปริญญาธรรมศาสตรบัณฑิต

เข้าทำงานที่กรมการค้าภายในเมื่อปี 2492 แล้วย้ายไปอยู่กรมการเมือง กระทรวงการ
ต่างประเทศก่อนจะได้ทุนกระทรวงการต่างประเทศไปเรียนปริญญาโททางด้านรัฐ-
ศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ จบเมื่อปี 2500
ต่อมาปี 2503 โอนย้ายมาเป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สอนหนังสืออยู่จนเกษียณอายุ
ในปี 2530 มีผลงานแต่งตำราวิชาการด้านรัฐศาสตร์มากมาย และเป็นผู้นำทางความคิดของปัญญาชนในยุค
เผด็จการทหาร ร่วมอยู่ในสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย

หลังเกษียณอายุแล้วยังคงทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชนอย่างแข็งขัน ได้รับรางวัลนักสังคมศาสตร์ดีเด่น เมื่อปี 2532 มีบทบาทอย่างมากในการจัดตั้งเวทีชาวบ้าน แข่งกับการประชุมเวิร์ลด์แบงก์ในกรุงเทพฯเมื่อหลายปีก่อน