ช่ ว ย อ นุ รั ก ษ์ ผื น ป่ า ห วั่ น ซ้ ำ ร อ ย น้ ำ ก้ อ

ภาพความโหดร้ายของทะเลโคลนที่ไหลลงมามาจากเทือกเขา พาเอาท่อนซุงมาทับบ้านเรือนชาวบ้าน ในหมู่บ้านน้ำก้อ อ.
หล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับร้อย ไร้ที่อยู่
อาศัยจำนวนมาก และบทสรุปของภัยธรรมชาติในครั้งนั้น ก็มา
จากการตัดไม้ทำลายป่านั่นเองครับ

และพื้นที่อีกแห่งที่กำลังหวั่นวิตกกันว่าอาจจะเกิดเหตุซ้ำรอยบ้านน้ำก้อได้ นั่นก็คือพื้นที่ในอำเภอบ้านตาก จังหวัด
ตาก โดยนายวชิระ ม่วงแก้ว ป่าไม้เขตตาก เปิดเผยว่า จากการสำรวจพื้นที่ป่าพบว่าเวลานี้พบต้นไม้ถูกตัดเป็น
จำนวนมาก ภูเขาบางแห่งหัวโล้น ดินเกิดอาการยุบตัวบางจุด รอเวลาถล่มลงมายังหมู่บ้านเบื้องล่างเท่านั้น

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าพื้นป่ามากกว่า 7 ล้านไร่อุดมสมบูรณ์ด้วยไม้สักทองคุณภาพดี จึงเป็นที่หมายปองของบรรดา
นายทุน ได้ว่าจ้างแรงงานชาวพม่าให้เข้าตัดไม้เพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ออกขาย โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิด
ขึ้นในอนาคต ในแต่ละปีสามารถยึดไม้สักทองเป็นของกลางนับพันต้น นั่นก็หมายถึงการโค่นป่าไปแล้วนับพันไร่ ทำ
ให้พื้นที่ซับน้ำลดลงทุกปี

นอกจากการแปรรูปในเชิงอุตสาหกรรมแล้วเวลานี้ยังพบว่า
มีนายทุนเข้าไปกว้านซื้อไม้สักจากชาวบ้าน ปลูกเป็นเรือน
ชั่วคราวอย่างที่เห็น ปล่อยให้ชาวบ้านอาศัยระยะเวลาสั้นๆ
ก่อนที่จะรื้อออก จำหน่ายในรูปแบบของเรือนเก่า ซึ่ง
กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากเวลานี้

รวมไปถึงการบุกรุกของชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆที่มีอยู่ประมาณ 3 หมื่นกว่าคน ที่บุกรุกถางป่าทำไร่เลื่อนลอยอยาก
แก่การควบคุม
หากทุกคนยังขาดจิตสำนึกในเรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป อนาคตชาว
บ้านอาจจะต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติที่รุนแรงเหมือนชาวบ้านหมู่บ้านน้ำก้อก็เป็นได้นะครับ



ฟ า ร์ ม น ก ก ร ะ จ อ ก เ ท ศ แ ห่ ง เ ดี ย ว ข อ ง ภ า ค ใ ต้
บนพื้นที่โล่ง ๆ กว่า 19 ไร่ ริมถนนสายเอเชีย บ้านสวนต.หัวเตย อ.พุนพิน
จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่นี่ คือ ฟาร์มเลี้ยงนกกระจอกเทศแห่งเดียวของภาคใต้
ที่คนรุ่นใหม่ไฟแรง วัย 27 ปี อย่าง นายอนุรักษ์ หมัดเด็น ที่เห็นว่าในภาคใต้
ยังไม่มีการเลี้ยงนกกระจอกเทศอย่างจริงจัง ทั้งที่มีความต้องการเนื้อนก
กระจอกเทศในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก จึงเป็นที่มาของ
เอ.เจฟาร์มนกกระจอกเทศ จำกัด โดยใช้เงินทุนเริ่มแรกจากการรวมหุ้นจำนวน
2 ล้านบาท โดยเริ่มปรับพื้นที่ นำเข้าลูกพันธุ์นกกระจอกเทศที่มีอายุ 3 เดือน จากประเทศแอฟริกาถิ่นกำเนิดโดยตรง ในราคาตัวละ 8 พันบาท เมื่ออายุครบ
1 ปี ส่วนหนึ่งจำหน่ายคืนกลับให้ผู้ส่งลูกพันธ์จากประเทศแอฟริกาตามเงื่อนไข

แต่ทุกวันนี้ฟาร์มนกกระจอกเทศที่นี่ เริ่มเข้าสู่กระบวนการเลี้ยงแบบครบ
วงจรแล้ว มีการแพ็คเนื้อส่งออกเอง ในราคากิโลกรัมละ หนึ่งพันบาท
จำหน่ายแก่ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม บังกะโล ในพื้นที่แหล่งท่อง
เที่ยวหลัก เช่น เกาะสมุย กระบี่ ภูเก็ต ที่จะนำไปแปรรูปเป็นอาหารรส
เลิศแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่ขณะนี้มียอดสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวน
มากจนผลิตแทบไม่ทัน

นี่ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ ในการทำธุรกิจ และฟาร์ม
นกกระจอกเทศแห่งนี้กำลังเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ของจังหวัดสุราษฎร์
ธานี ที่สร้างรายได้เข้าจังหวัดอีกทางหนึ่งค่ะ



กระท้อนหยี ของดีปราจีนบุรี
ฝนที่ตกมาในระยะนี้ส่งผลให้กระท้อนในสวนของชาวจังหวัดปราจีนบุรี
ผิวปริแตกเป็นจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรไม่สามารถนำไปขายได้ ก็เลย
นำมาแปรรูปเป็นกระท้อนหยี ซึ่งตอนนี้ประสบความสำเร็จเป็นสินค้าหนึ่ง
ตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ไปแล้ว

กระท้อนที่ผิวปริแตกเหล่านี้ ถูกทิ้งให้เน่าเสียไปวันหนึ่งนับร้อยกิโลกรัม
ทีเดียวค่ะ เพราะนำไปขายก็ไม่ได้ราคา กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนอง
กันเกรา ในตำบลบ้านพระ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ก็เลยนำมา
แปรรูป ทดลองทำอยู่หลายอย่างค่ะ ทั้งดองเค็ม แช่อิ่ม ตากและแกง แต่สุดท้ายที่ดูจะได้รับการตอบรับและประสบความสำเร็จขายดิบขายดี
มากที่สุดก็เห็นจะเป็นกระท้อนหยีนี่แหละค่ะ
ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการทำกระท้อนหยี ต้องกระท้อนไปดองในน้ำ
เกลือ 1 คืน จึงจะนำไปปอกเปลือกคว้านเม็ดทิ้งและหั่นเป็นชิ้นๆ
เข้าเครื่องบดจนละเอียด ปั่นให้แห้ง นำไปกวนในอัตราส่วนน้ำตาล
ทราย 5 กิโลกรัมต่อเนื้อกระท้อน 20 กิโลกรัม เกลือป่น 100 กรัม
ใช้ความร้อนปานกลางนาน 3 ชั่วโมง จนได้กระท้อนที่มีลักษณะ
แห้งเหนียว ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วปั้นเป็นก้อนกลม ๆ นำเข้าเครื่องรีด
ให้เป็นแผ่นและตัดเป็นเส้น หั่นเป็นท่อนเล็ก ๆ นำเข้าตู้อบความ
ร้อนเพื่อฆ่าเชื้อและให้แห้งสนิทด้วยความร้อน 90 องศาฟาเรนไฮต์
นาน 30 นาที จากนั้นก็นำมาคลุกเคล้ากับน้ำตาลทราย เกลือ
พริกป่น เท่านี้ก็จะได้กระท้อนหยีรสชาดกลมกล่อม บรรจุ ถุงออก
จำหน่ายได้ ในราคากิโลกรัมละ 60 บาทค่ะ ซึ่งนอกจากจะเป็น
การเพิ่มค่าผลผลิต ที่เป็นทางออกให้กับชาวสวนกระท้อนแล้ว ผลิตภัณฑ์นี้ยังได้รับการส่งเสริมให้เป็นของดีของเด่นของจังหวัด
ปราจีนบุรีอีกด้วย



ค ้า ป ร ะ เ ว ณี ต ล า ด นั ด โ ค ก ร ะ บื อ
นี่คือตลาดนัดโคกระบือในช่วงค่ำคืน ซึ่งไม่ต่างอะไรไปจากตลาดสดทั่วๆไป เป็นปกติที่จะมีพ่อค้าแม่ค้านำสินค้ามารอขาย
ในรุ่งเช้า และจะหารู้ไม่ว่านอกจากจะมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสัตว์อย่างโค-กระบือกันแล้ว ยังเป็นสถานทีค้าประเวณีที่ขึ้น
ชื่อแห่งหนึ่งของจังหวัดขอนแก่น
การระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจขอนแก่นเข้ากวาด
ล้างอย่างจริงจังเพื่อสนองนโยบายของสำนักงาน
ตำรวจแห่งชาติในครั้งนี้ เป็นตัวบ่งชี้ว่าการค้า
ประเวณีมีขึ้นทุกระดับชนชั้นอาชีพ ล้วนเกิดจาก
สภาวะความเป็นอยู่ของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างเธอผู้นี้เล่าว่าแม้ตัวเธอจะมีครอบครัวแต่ที่
ทำไปด้วยความจำเป็นชั่วครั้งชั่วคราวต้องนำเงิน
มาใช้จ่ายจุนเจือในครอบครัวที่สามีและลูกๆ
ของเธอไม่รู้ โดยการชักจูงของเพื่อนๆในหมู่บ้าน
การค้าประเวณีในตลาดนัดโคกระบือ จะเป็นการค้าเพื่อ
ได้มาซึ่งเงิน ซึ่งเป็นหญิงเคยมีครอบครัวหันมายึดเป็น
อาชีพนี้ แตกต่างจากการค้าประเวณีในกลุ่มนักศึกษา
ที่ต้องอาศัยการติดต่อทางโทรศัพท์หรือขึ้นโรงแรมทุกๆ
คืนของวันที่มีการซื้อขายโค-กระบือหญิงขายบริการ
เหล่านี้ จะออกหาลูกค้าเสมือนกับว่ายกคนขึ้นบก
เข้าไปพูดคุยตีสนิท หากตกลงราคาก็จะอาศัยทุ่งนา
หรือที่ลับตาเป็นที่หลับนอนต่อครั้งละ 100 บาท

แม้หลายๆฝ่ายจะช่วยกันแก้ไข แต่กระจกบานนี้
แหละครับจะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่าสังคมของเรา
เกิดอะไรขึ้นบ้าง