โ ฮ ม ส เ ต ย์ บ้ า น ร า ง จ ร ะ เ ข้
เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าบ้านที่ดีและก่อให้เกิดความหวงแหนในท้องถิ่นตนเองรวม
ทั้งยังเป็นหนทางในการอนุรักษ์วัฒนธรรมชนบท ทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงได้จัดการท่องเที่ยว
เชิงนิเวศ แบบโฮมสเตย์ขึ้น
สายลมเบาๆ แสงแดดอ่อนๆ ที่บ่งบอกว่าอากาศกำลังเย็นสบาย
ในช่วง 4 โมงเย็น ดูจะเป็นฤกษ์งามยามดีของการเดินทาง ของ
คณะทัวร์แบบโฮมสเตในเส้นทางบ้านรางจระเข้-วัดเกาะ ซึ่งทาง
จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้จัดให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิง
นิเวศน์ค่ะ
ตลอด 2 ชั่วโมงก่อนถึงบ้านสมาชิกโฮมสเต นอกจากเราจะเห็น
ธรรมชาติยามเย็นที่เงียบสงบและสวยงามเกินบรรยายแล้ว เรา
ยังได้ ชมบ้านทรงไทยโบราณสองฝั่งคลองรวมทั้งศาลาท่าน้ำ
ทรงไทย ชมวิถีชีวิตของชาวบ้าน ธรรมชาติท้องทุ่งนาและ
วัฒนธรรมไทยต่างๆ เรียกว่าลูกทัวร์ที่มาครั้งนี้ได้จุใจกับการ
สัมผัสธรรมชาติกันอย่างเต็มที่ค่ะ และเมื่อเที่ยวกันจุใจแล้ว เรา
ก็ถึงจุดหมายปลายทางซึ่งก็ค่ำพอดีค่ะ นั่นก็คือโฮมสเตของป้า
สมใจที่ได้จัดเตรียมข้าวปลาอาหารพื้นบ้านและการแสดงน่ารักๆ
ไว้รอพวกเราอยู่ค่ะ
ตื่นมาในตอนเช้าเราก็ก็มีโปรแกรมปิดท้าย สำหรับการท่องเที่ยวครั้งนี้ด้วย นั่นก็คือการใส่บาตรร่วมกันค่ะ ซึ่งเป็น
การใส่บาตรทางน้ำซึ่งนับวันเราไม่ค่อยมีโอกาสได้สัมผัสเท่าไหร่นัก การพักแบบโฮมสเตนี้ก่อให้เกิดความห่วงแหน
ต่อทรัพยากรท่องเที่ยวในท้องถิ่นและชุมชนของตนเอง อันส่งผลให้เป็นจุดเริ่มต้นในการต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้ง
ชาวไทยและชาวต่างชาติได้รู้จักชีวิตพื้นบ้านที่ชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาร่วมกันอนุรักษ์และสืบทอดให้อยู่คู่คน
เมืองเก่าต่อไป ...
เ ลี้ ย ง ป ล า เลี้ ย ง บุ ญ
ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์นี้ ใครที่ไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน คุณธนากร สาน้อยกุล จะพาไปเที่ยวกันที่ใกล้ ๆ
กรุงเทพฯ นี่เอง เมื่อไปแล้วก็จะได้ทั้งเที่ยวสนุกและได้บุญกลับบ้านกันอีกด้วยค่ะ
การทำบุญของพุทธศาสนิกชนมีเรื่องจริงอยู่อย่างหนึ่งคือวัด
บางวัดมีผู้นิยมเข้าไปทำบุญมากกว่าวัดอื่นๆ วัดไร่ขิง อำเภอ
สามพราน จังหวัดนครปฐม ก็ เช่นกันใครที่ผ่านมาผ่านไป
อำเภอสามพรานคิดอยากจะทำบุญชื่อของวัดไร่ขิง เป็นชื่อวัด
ในอันดับต้นๆ ครับ ที่ชาวพุทธจะแวะเข้าไป
ของดีวัดไร่ขิงอีกอย่างหนึ่งที่ดึงดูดชาวพุทธให้มาทำบุญกัน
ที่นี่ เพราะนอกจากจะได้ทำบุญแล้วยังถือเป็นการ ท่องเที่ยว
ไปในตัวด้วยครับ ด้วยทำเลที่เหมาะเจาะของวัดไร่ขิง ซึ่งตั้งอยู่
ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีนทำให้ปลาหลากหลายชนิดนับหมื่นนับแสน
ตัวมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ เหมือนกับพวกมันจะรู้ว่าที่นี่มีแต่คนใจ
บุญ เมื่อมีปลาก็ต้องมีอาหารปลาครับ ทั้งอาหารเม็ดและอาหาร
จานเด็ดคือขนมปังที่โยนลงไปเมื่อไหร่พวกมันก็จะแย่งกันกิน
ไม่รู้จักเบื่อ ลุงประดิษฐ์ พุทธเจริญ ซึ่งเป็นลูกศิษย์วัดไร่ขิง
มานานหลายสิบปีบอกว่าขนมปังขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
กระท้อนหยี ของดีปราจีนบุรี
ฝนที่ตกมาในระยะนี้ส่งผลให้กระท้อนในสวนของชาวจังหวัดปราจีนบุรี
ผิวปริแตกเป็นจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรไม่สามารถนำไปขายได้ ก็เลย
นำมาแปรรูปเป็นกระท้อนหยี ซึ่งตอนนี้ประสบความสำเร็จเป็นสินค้าหนึ่ง
ตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ไปแล้ว
กระท้อนที่ผิวปริแตกเหล่านี้ ถูกทิ้งให้เน่าเสียไปวันหนึ่งนับร้อยกิโลกรัม
ทีเดียวค่ะ เพราะนำไปขายก็ไม่ได้ราคา กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนอง
กันเกรา ในตำบลบ้านพระ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ก็เลยนำมา
แปรรูป ทดลองทำอยู่หลายอย่างค่ะ ทั้งดองเค็ม แช่อิ่ม ตากและแกง แต่สุดท้ายที่ดูจะได้รับการตอบรับและประสบความสำเร็จขายดิบขายดี
มากที่สุดก็เห็นจะเป็นกระท้อนหยีนี่แหละค่ะ
ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการทำกระท้อนหยี ต้องกระท้อนไปดองในน้ำ
เกลือ 1 คืน จึงจะนำไปปอกเปลือกคว้านเม็ดทิ้งและหั่นเป็นชิ้นๆ
เข้าเครื่องบดจนละเอียด ปั่นให้แห้ง นำไปกวนในอัตราส่วนน้ำตาล
ทราย 5 กิโลกรัมต่อเนื้อกระท้อน 20 กิโลกรัม เกลือป่น 100 กรัม
ใช้ความร้อนปานกลางนาน 3 ชั่วโมง จนได้กระท้อนที่มีลักษณะ
แห้งเหนียว ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วปั้นเป็นก้อนกลม ๆ นำเข้าเครื่องรีด
ให้เป็นแผ่นและตัดเป็นเส้น หั่นเป็นท่อนเล็ก ๆ นำเข้าตู้อบความ
ร้อนเพื่อฆ่าเชื้อและให้แห้งสนิทด้วยความร้อน 90 องศาฟาเรนไฮต์
นาน 30 นาที จากนั้นก็นำมาคลุกเคล้ากับน้ำตาลทราย เกลือ
พริกป่น เท่านี้ก็จะได้กระท้อนหยีรสชาดกลมกล่อม บรรจุ ถุงออก
จำหน่ายได้ ในราคากิโลกรัมละ 60 บาทค่ะ ซึ่งนอกจากจะเป็น
การเพิ่มค่าผลผลิต ที่เป็นทางออกให้กับชาวสวนกระท้อนแล้ว ผลิตภัณฑ์นี้ยังได้รับการส่งเสริมให้เป็นของดีของเด่นของจังหวัด
ปราจีนบุรีอีกด้วย