เ ก วี ย น ข อ ง ที่ ร ะ ลึ ก ฝี มื อ พ ร ะ แ ล ะ ช า ว บ้ า น
--ภาพพระสงฆ์และชาวบ้าน ที่กำลังร่วมไม้ร่วมมือกันเลื่อยผ่าท่อน
ซุง ที่วัดวังหินเพลิง อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตรนี้ ถือเป็นภาพ
สะท้อนให้เห็นถึงความมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ของชุมชนแห่งนี้ได้
เป็นอย่างดีครับ พระครูพิศาลธรรมสุนทร เจ้าอาวาส ซึ่งเป็นที่นับถือ
ของชาวบ้าน ท่านได้เป็นผู้นำในการริเริ่มให้ชาวบ้านที่ส่วนใหญ่
แล้วมีฐานะยากจน มาร่วมกันประดิษฐ์เกวียนขนาดเล็ก เพื่อจำหน่าย
เป็นของที่ระลึก

มูลเหตุจูงใจในการทำเกวียนนี้ เนื่องจากในปัจจุบันเด็กๆ หรือ เยาวชนรุ่นหลัง มักไม่ค่อยรู้จักหน้าตาของเจ้าเกวียนกันแล้ว ทั้งที่
จริง เกวียน ในสมัยโบราณ เคยเป็นพาหนะ ที่ใช้ในการขนส่งที่
สำคัญ ของสังคมไทย และผลงานที่นี่ จะเน้นความเหมือนจริงให้
มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะอย่างน้อยก็ดีกว่าให้เด็กๆเห็นเกวียน
แต่ในรูปภาพเท่านั้นครับ

และขณะนี้ นอกจากชาวบ้านจะผลิตเกวียนเป็นของที่ระลึกแล้ว ยังมีการทำเป็นที่ตั้งโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ทันยุคทันสมัย


อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ ชุมชนดังกล่าว กำลังประสบปัญหาด้านการตลาด เพราะแม้ว่า สินค้าจะมีคุณภาพดี แต่ขาดคนนำ
ไปขาย ดังนั้น จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปช่วยเหลือดูแลหาตลาดให้หน่อยครับ
เกวียนไทย ทุกวันนี้ ตาม
ท้องไร่ท้องนาไม่มีให้เห็นกันแล้ว ดังนั้น การอนุรักษ์ในรูปแบบเกวียนไทยจำลอง จึงเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่จะเป็นข้อ
เตือนใจ ไม่ให้คนไทยหลงเลือนหน้าตาเกวียนไทยได้ครับ




เ รี ย น ชี วิ ต ด้ ว ย คิ ด - ส ร้ า ง - ท ำ
มองดูแต่ไกลตาบรรดากลุ่มเด็กๆกำลังช่วยกันขมักเขม้นกับการละเลง
ลงแขกดำนาที่เห็นอยู่นี้เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมหลากหลายประเภทในศูนย์
สงเคราะห์และฝึกอาชีพเด็กและเยาวชน จังหวัดหวัดศรีสะเกษ

เด็กไทยที่มีอยู่จำนวนไม่น้อยเหล่านี้ ล้วนเกิดจากปัญหาทางสังคม
และเศรษฐกิจ ที่กรมประชาสงเคราะห์ให้การอุปการะเลี้ยงดู ภายใต้
นโยบายหลักคือส่งเสริมให้เด็กมีการพัฒนาการตามวัยในทุกด้าน มี
ความพร้อมที่จะออกไปใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนและ
สามารถหาเลี้ยงชีพได้อย่างปกติชนทั่วไป ด้วยการทำการเกษตร
แบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริ ทั้งการปลูกพืชและปศุสัตว์ตลอด
จนปลูกไม้ดอกไม้ประดับและรับดูแลตกแต่งสวนให้กับสำนักงานต่างๆ
ในพื้นที่ใกล้เคียงควบคู่กับการศึกษาสามัญ เมื่อพวกเขาเติมโตขึ้นจะ
ได้นำติดตัวไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

และบ้านไม้ 2 ชั้นตั้งตระหง่าดูสะอาดสะอ้านเป็นสัดสวนล้วนเกิดจาก
ฝีมือของเด็กที่นี่ ที่ได้ช่วยกันทำให้บ้านของพวกเขาเป็นบ้านมีระเบียบ
ของการอยู่รวมกันน่าอยู่อาศัย และที่สำคัญมีการปกครองด้วยตนเอง
มีหัวหน้าบ้านเพื่อร่วมกันปรึกษาวางแผน ตั้งแต่กิจกรรมในชีวิตประจำ
วันอย่างการเลือกสรรรายการอาหารประจำแต่มื้อ พวกเขาจะช่วยกันทำ
ซึ่งทำให้เด็กคิดเป็นทำเป็นสามารถช่วยตนเองได้


การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สำหรับการเจริญเติบโตของเยาว
ชนเหล่านี้ จึงเปรียบเสมือน ต้นทุน ทางสังคมที่จะเป็นรากฐานของ
การเติบโตอย่างมีคุณภาพและเป็นผู้ใหญ่ที่จะได้เรียนรู้ว่าการช่วยเหลือ
เกื้อกูลต่อกัน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สังคมและชุมชนดำรงอยู่ได้
อย่างสันติสุข



นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในภาคใต้สามารถทดลองเลี้ยงกุ้งแชบ้วยในระบบหนาแน่นได้สำเร็จในบ่อ
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตหาดใหญ่สามารถทดลองเลี้ยงกุ้ง
ในบ่อในระบบหนาแน่นได้เป็นแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นการเพิ่มทางเลือกใหม่
ให้แก่เกษตรผู้เลี้ยงกุ้ง ที่กำลังมีปัญหาการส่งออกจากเนื่องจากมีสารพิษตกค้างด้วย



กุ้งแชบ้วยจากธรรมชาติจากใต้ท้องทะเลกำลังกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจทางเลือกใหม่ของ
ชาวใต้ค่ะ เมื่อคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยเขตหาดใหญ่สามารถนำ
มาทดลองเลี้ยงในบ่อได้สำเร็จเป็นแห่งแรกของประเทศไทยเสียงในเทป การทดลองเลี้ยง
กุ้งแชบ้วยด้วยระบบหนาแน่นในประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ประสบความสำเร็จ
เพราะเมื่อลูกกุ้งเจริญวัยจนมีขนาด 4 - 6 กรัมมักจะหายจากบ่อไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้น
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยดังกล่าว จึงได้ศึกษาพฤติกรรมของกุ้งแชบ้วยในห้องปฎิบัติการนาน
ถึง 7 ปี เต็ม และวันนี้ประสบความสำเร็จนำไปเลี้ยงในบ่อหรือนากุ้งได้แล้ว และให้ผลผลิต
ไม่ น้อยกว่าการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ อีกทั้งประหยัดอาหาร และปลอดจากสารเคมีด้วย


ข น ม เ ต้ า ส้ อ ข อ ง ฝ า ก เ มื อ ง พั ง ง า
ด้วยรสชาติที่หวานมันของไส้ถั่วเขียว ไส้ไข่เค็ม ทำให้ขนมเต้าส้อกลายเป็นขนมที่ขึ้นชื่อประจำจังหวัด
พังงา ใครที่ผ่านมาที่นี่ต้องแวะลิ้มลองรสชาดกันทุกคนค่ะ
ขนมเต้าส้อมีแหล่งผลิตใหญ่ อยู่ที่อำเภอ
ตะกั่วป่า มีให้เลือกมากกว่า 30 เจ้า เลยทีเดียวซึ่งวันนี้เราจะตามไปดูถึงวิธีการทำขนมเต้าส้อที่เป็น
เอกลักษณ์ของอำเภอตะกั่วป่ากันค่ะ
เริ่มต้นจากการนำแป้งสาลีนวดให้เหนียว ก่อนนำแป้งมาตัดเป็นชิ้นพอดีคำแล้วนำมาบดเป็นแผ่นบาง ๆ เอาไส้ถั่วเขียวที่ผสมกับน้ำตาลที่เตรียมไว้ ใส่ในตัวขนม ถ้าเป็นใส้ไข่เค็มก็จะนำไข่เค็มที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆใส่ลงตามลงไปด้วย จากนั้นใช้ไข่ขาวทาหน้าขนมที่ปั้นเป็นก้อนกลม นำเข้าเตาอบใช้เวลา 20 นาที ก็จะได้ขนมเต้าส้อรสชาดที่หอม หวาน อร่อยบรรจุกล่องพร้อมจำหน่าย

เฉลี่ยทำวันละ 40 - 50 กล่อง แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าเทศกาลก็จะทำเพิ่มเป็น 2 เท่าตัว ตามยอดสั่งซื้อ บางครั้งผลิตแทบไม่ทัน ต้องจ้างคนงานเสริม โดยให้ค่าจ้างวันละ 100 บาท สร้างรายได้เสริมแก่
สมาชิกในชุมชนอีกด้วย

ตลาดสำคัญของขนมเต้าส้อ คือการเป็นของฝากประจำจังหวัดพังงา ในราคากล่องละ 35 บาท ที่ใคร
ผ่านไปผ่านมาต้องซื้อหาไปฝากกันค่ะ นอกจากนี้ยังมียอดสั่งซื้อจากจังหวัดใกล้เคียง ตลอดจนกรุงเทพ
มหานคร ที่ราคาจำหน่ายอาจจะสูงกว่าท้องถิ่น สามารถสร้างทั้งอาชีพและรายได้ แก่ชาวพังงาเป็นอย่าง
ดี จนทุกวันนี้หากใครมาจังหวัดพังงาแล้วไม่ได้ลิ้มลองรสชาดขนมเต้าส้อแล้ว ก็เหมือนมาไม่ถึงจังหวัด
พังงาค่ะ