วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547
" ช้ า ง ล า ด ต ร ะ เ ว น ป่ า "

....
พลายบุญคง พลายทองดีและพังแม่น้อยช้าง 3 เชือกนี้ในอดีตชีวิตของมันคือการชักลากไม้เถื่อน ในพื้นที่
ป่าแถบภาคเหนือ ซึ่งหลังจากที่รัฐบาลมีการประกาศปิดป่า ชีวิตของมันก็เปลี่ยนไป เกษม ก๋องแก้ว ผู้เป็นทั้ง
เจ้าของช้างและควาญช้าง บอกว่า หลังปิดป่าช่วงแรกก็ไม่รู้ว่าจะนำช้างไปทำงานหรือหากินอะไร ต้องคอย
หาอาหารให้มันกินทุกวัน แต่ก็ไม่เพียงพอ ทำให้ช้างทั้ง 3 ผอมโซอย่างมาก แต่ตนก็ไม่เคย คิดที่จะนำช้าง
ออกไปเร่ร่อนตามเมืองใหญ่เช่นที่หลายคนเขาทำกัน เพราะไม่อยากให้ช้างต้องทรมาน จนกระทั่งทาง การ
ประกาศรับสมัครช้างลาดตระเวนป่าตนจึงช้างมาร่วมโครงการ โดยช้างจะได้เงินเดือนเชือกละ 6 พัน ส่วนตน
ได้ 4 พัน 100 บาท ถึงแม้จะเป็นจำนวนเงินไม่มากกับสภาพปัจจุบัน แต่ก็ทำให้ตนมีความสุข เพราะช้างมี
อาหารการกินอย่างอุดมสมบูรณ์
..... การเข้าร่วมโครงการลาดตระเวนป่าของช้างทั้ง 3 เชือกในเขตอุทยานแห่งชาติดอยหลวง อำเภอวัง
เหนือ จังหวัดลำปางนี้ ภารกิจของมันคือเป็นพาหนะและขนสัมภาระให้กับเจ้าหน้าที่ที่ออกลาดตระเวน ทำให้
เกิดความคล่องตัวมากขึ้น และที่สำคัญคือช่วยชักลากไม้ของกลาง เพื่อนำมาเก็บไว้ยังที่ทำการของอุทยาน

.....โครงการช้างลาดตระเวนป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยหลวงนี้เป็นโครงการ นำร่องเพื่อศึกษาความเป็น
ไปได้ในการแก้ไขปัญหาช้างเร่ร่อนในเมืองใหญ่ที่นับวันจะมีมากขึ้น ผลจากการนำเจ้าช้างทั้ง 3 เชือกนี้มา
ทำงานในป่าแทนการเร่ร่อนในเมือง นับว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะได้สร้างความพอใจ ให้ทั้ง
ควาญช้างและตัวของช้างเองที่มีชีวิตอย่างที่มันต้องการ นั่นก็คือช้างต้องอยู่คู่กับป่า



" จุ ด ผ่ อ น ป ร น แ ห่ ง ใ ห ม่ ช า ย แ ด น ไ ท ย – กั ม พู ช า "

....
ในราวกลางเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ ประชาชนตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชาด้านจังหวัดตราด ก็จะมีจุด
ผ่อนปรนแห่งใหม่ ในการที่จะเป็นประตูสู่การค้า พัฒนาเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งค่ะ ซึ่งจุดที่
ว่านี้จะอยู่ที่บ้านมะม่วง ตำบลนนทรี อำเภอบ่อไร่ ของจังหวัดตราด ส่วนตรงข้ามก็จะเป็นบ้านคลองรถถัง
อำเภอสำรูด จังหวัดพระตะบอง ของกัมพูชาค่ะเหตุผลที่ทางกัมพูชาอยากให้ไทยเปิดจุดผ่อนปรนในบริเวณ
นี้ก็เนื่องจากชาวจังหวัดพระตะบองที่มีอยู่เกือบ 3 หมื่นคนขาดแคลนเครื่องอุปโภค บริโภค และต้องรับสินค้า
จากอำเภอไพลิน ซึ่งอยู่ห่างจากจังหวัดพระตะบองกว่า 300 กิโลเมตร ในขณะที่ห่างจากชายแดนไทยด้าน
นี้เพียง 38 กิโลเมตรเท่านั้นซึ่งหลายฝ่ายพิจารณาแล้วเห็นว่าจะเกิดผลดีในหลายด้านทีเดียวค่ะ


.....
สำหรับในด้านของความปลอดภัย ก็ได้รับการยืนยันนะคะว่าประชาชนของทั้งสองประเทศจะได้รับการ
คุ้มครองในเรื่องความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ และเป็นสิ่งเน้นหนักที่สุด เพราะการเปิดจุดผ่านแดนแห่งนี้ นอก
จากจะสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดนให้ดีขึ้นแล้วยังจะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์
ไทย– กัมพูชาให้แน่นแฟ้น ที่จะมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ซึ่งกันและกันอัน
จะนำไปสู่เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และหมายรวมถึงเงินรายได้หมุนเวียนอีกจำนวนมหาศาลด้วยค่ะ