วันที่ 25 มีนาคม 2547
" บ่ อ น้ ำ พุ ร้ อ น เ ค็ ม ส ป า บ ำ บั ด โ ร ค ที่ ใ ห ญ่ ที่ สุ ด ใ น เ อ เ ชี ย "


..... " บ่อน้ำพุร้อนเค็ม "
มหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่ว่านี้ อยู่ในพื้นที่ตำบลบ้านห้วยน้ำขาว อำเภอ
คลองท่อม จังหวัดกระบี่ค่ะ ที่นี่น้ำในบ่อมีลักษณะพิเศษคือทั้งร้อนและมีรสเค็มต่างจากบ่อน้ำร้อนทั่วไป นายอรุณ ศรีชายปลัดอบต. ผู้นำพาเราเข้าชมบอกว่า บ่อน้ำพุร้อนเค็มดังกล่าว ถูกค้นพบเมื่อปี 2540 มีจำนวนหลายสิบบ่อ กระจัดกระจายอยู่กลางป่าไม้โกงกาง ซึ่งในจำนวนบ่อทั้งหมดนี้ จะมีบ่อพ่อ
และ
บ่อแม่ รูปร่างแปลกตาเหมือนมีใครมาปั้นแต่งไว้ ชาวบ้านนิยมเข้ามากราบไหว้บนบานเพราะเชื่อว่าเป็น
บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ สรรพคุณของน้ำยังสามารถรักษาโรคผิวหนัง โรคความดัน ปวดเมื่อยเหน็บชาและ
อัมพฤตได้ ทั้งจุดเด่นของน้ำในบ่อที่มีอุณภูมิความร้อนเพียง 42 องศา จึงสามารถลงแช่ตัวได้ ทำให้
สถานที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งธรรมชาติบำบัดรักษาโรคตามความเชื่อค่ะ


บ่อน้ำพุร้อนเค็ม ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแห่งใหม่ ที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ตั้งเป้าพัฒนาให้เป็นสปาธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวใช้บริการ
ได้ทั้งในอาคาร และ เดินเท้าลงไปแช่ตัวตามบ่อต่างๆ งานนี้คาดใช้งบไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท กำหนด
แล้วเสร็จภายในปี 2549 ซึ่งรับรองได้ว่า ถูกใจผู้ที่ชื่นชอบท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแน่นอนค่ะ ....



" ศู น ย์ พั ฒ น า เ ด็ ก เ ล็ ก "


.....
ยายแม้น ลูกบ้านในเขต ตำบลอุ่มเม่า อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็น 1 ในตัวอย่างที่
สะท้อนให้เห็นถึงปัญหานี้ได้อย่างดี เพราะลูก 5 คน แต่งงานไปหากินในกรุงเทพ ก็ทิ้งหลาน 6 คน
ไว้ให้เลี้ยงดู ซึ่งยายยอมรับว่าเลี้ยงตามมีตามเกิด จุดนี้เองทำให้บริษัทมือถือยักษ์ใหญ่ร่วมกับมูลนิธิ
เด็กจัดโครงการสานรักครั้งที่ 1 โดยเริ่มประเดิมเปิดศูนย์ พัฒนาเด็กเล็กสานรัก 1 ขึ้นที่นี่ เพื่อเป็นแหล่ง
ให้ความรู้ ความอบอุ่นแก่พวกเขาแทนพ่อแม่

นอกจากนี้ที่นี่ยังมีอุปกรณ์เสริมสร้างพัฒนาการของเด็กหลายอย่าง และมีพี่เลี้ยงคอยดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อม ๆ กับปูความรู้ขั้นพื้นฐาน ก่อนที่จะเข้าเรียนในระดับชั้นประถม เรียกได้ว่าเป็นเนอสเชอร์รี่เล็ก ๆ ที่
สร้างความอุ่นใจให้กับผู้ที่นำลูกหลานมาฝากเลี้ยง





" เ ม า แ ล้ ว ขั บ ... ป ร ะ กั น ไ ม่ จ ่า ย "


.....
หลายต่อหลายคนที่คิดว่า ประกันภัยรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นประเภทที่ 1 หรือ 3 เมื่อเกิดอุบัติเหตุจะ
ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ทำประกัน และคู่กรณี ซึ่งก็แล้วแต่ตามที่ได้ตกลงกันไว้ตากรรมธรรม์ แต่การชดใช้ค่าเสียหายต่าง ๆ จะไม่เต็มจำนวนเสมอไป หากพิสูจน์ได้ว่า อุบัติเหตุนั้นเกิดจากเมาแล้ว
ขับทั้งนี้ตามกฏหมายประกันภัยรถยนต์ ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าหากตรวจพิสูจน์ว่าผู้ขับขี่มีปริมาณ แอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ประกันภัยจะไม่ชดใช้ค่าเสียหายใดๆ ทั้งสิ้น
แถม
ผู้ขับยังมีความผิดทางอาญาอีกด้วย


จากข้อมูลของกรมการประกันภัยกระทรวงพาณิชย์ สามารถระบุได้ว่าอัตราการปฏิเสธชดใช้ค่าเสียหาย
อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุเมาแล้วขับ มีเปอร์เซ็นต์สูงขึ้น นั่นก็หมายความว่า ผู้ขับขี่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
ค่าเสียหายทั้งหมดด้วยตัวเอง แม้จะมีการทำประกันภัยไว้แล้วก็ตาม ดังนั้นการทำประกันภัยเพื่อสร้าง
ความมั่นใจในการขับขี่ เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับผู้ทำประกันที่ปฏิบัติตามกฏจราจร แต่ถ้าหากคุณ
ดื่มสุราขณะขับขี่ประกันภัยดังกล่าวจะไม่มีผลอะไรกับท่านเลย