เมืองไทยของเรามีประเพณีดีๆ ที่สืบทอดกันมา จนถึงวันนี้มากมาย แต่ประเพณีเก่าแก่ที่คุณศิริพร
ธรรมเดชะ จะพาไปสัมผัสในวันนี้คนไทยส่วนใหญ่อาจจะไม่เคยรับรู้และไม่เคยรู้จักมาก่อน เรียกว่า
การตักบาตรขนมครกน้ำตาลทราย ซึ่งมีที่เดียวในเมืองไทย ไปดูว่าอยู่ที่ไหน



ขนมครกสูตรโบราณร้อนๆหอมกรุ่น จากเตาถ่าน ที่ผู้เฒ่าผู้แก่ และชาวบ้าน อำเภอบางคนที ลงแขกช่วยกันโม่แป้ง
นำมาหยอด มาแคะกันเป็นแถวยาวนับ 10 เตา ใต้ศาลาวัดแก่นจันทน์เจริญ ก็เพื่อ เพื่อนำไปร่วมตักบาตรขนมครก
น้ำตาลทราย ซึ่งเป็นประเพณี วัฒนธรรมอันเก่าแก่ ของท้องถิ่นที่ยึดถือปฎิบัติกันมาช้านานกว่า 100 ปีตั้งแต่รุ่น
คุณทวด ซึ่งพบเห็นได้ที่นี่แห่งเดียว และจัดขึ้นเพียงปีละครั้ง ตรงกับวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี

เมื่ออาทิตย์เริ่มทอแสง ญาติโยมในละแวกใกล้เคียงจะทยอยมาซื้อขนมครก และน้ำตาลทรายเพื่อร่วมตักบาตร
โดยเงินทองที่ได้จะถวายวัดทั้งหมด สายๆคุณครูโรงเรียนวัดแก่นจันทน์ซึ่งอยู่ตรงข้ามวัด ก็จะให้ทายาทวัฒนธรรม
ทั้งเด็กเล็กเด็กโตทั้งโรงเรียนกว่า 100 คน มาร่วมตักบาตร เพื่อให้ซึมซึม และช่วย สืบทอดประเพณีอันดีงามไว้ให้
คนรุ่นหลัง

เจ้าอาวาสที่เล่าว่าประเพณีเก่าแก่นี้ มาจากหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ในธรรมบทภาค 2 เรื่องโกสิยะ เศรษฐี
ผู้มีความตระหนี่ถี่เหนียว โดยพระองค์ต้องการสั่งสอนเศรษฐีจอมขี้เหนียวคนหนึ่ง ที่เห็นยาจกกำลังกินขนมครกเกิด
อยากกินบ้าง แต่ด้วยความขี้เหนียวจึงอดกลั้นไว้ เพราะถ้าซื้อหรือทำกิน จะสิ้นเปลืองเงินทอง แต่เมื่อภรรยา
รู้จึงแอบทำขนมครกให้สามีกินคนเดียว เมื่อพระพุทธเจ้าทราบเรื่อง จึงตรัสให้พระโมคคัลลานะเดินทางไปแสดงธรรม
ของพระรัตนตรัยทั้ง 3 พร้อมแสดงผลทานแก่เศรษฐีผู้นี้ เมื่อเศรษฐีจอมขี้เหนียวได้ฟัง จึงเลื่อมใส และเปลี่ยนเป็น
คนที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แต่นั้นมา

และทุกวันนี้ มีเพียงชาวบ้าน และทางวัดช่วยกัน ถักทอเชื่อมต่อสายใยวัฒนธรรมชิ้นนี้เอาไว้ ไม่มีหน่วยงานของ
ภาครัฐ หรือองค์ต่างๆในชุมชนมาช่วยสนับสนุน จึงน่าห่วงว่ายิ่วเลาล่วงเลยเลยจะยิ่งหาผู้สืบทอดมรดกทาง
วัฒนธรรมชิ้นนี้ได้น้อยลงทุกที