จักรภพไม่กังวลถูกปรับออกจากตำแหน่ง

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เชื่อหากคำแปลอย่าง
เป็นทางการในการบรรยายที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ
ออกมา จะสามารถทำความเข้าใจกับสังคมได้ ไม่หวั่นหาก
ต้องถูกปรับออก


จักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าคำแปล
จากการกล่าวสุนทรพจน์ ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศของตนเอง
ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่าเป็นการหมิ่นสถาบันเบื้องสูง เป็น
การแปลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงถึงสามในสี่ส่วน




โดยเป็นการพยายามนำเรื่องนี้มาเป็นเกมทางการเมือง เพื่อใส่ร้ายคนอื่น เชื่อว่าเมื่อมีคำแปลอย่างเป็นทางการออก
มาแล้วจะทำให้ประชาชน เข้าใจในเนื้อหาสาระที่ถูกต้อง พร้อมกับย้ำว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของภาษาและการเมือง ไม่ใช่การล่วงละเมิดในสิ่งที่ไม่บังควร




โดยยืนยันว่าคำบรรยายที่พูดออกไปเพื่อให้ต่างชาติเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงตามระบอบประชาธิปไตยของไทย ส่วนที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ระบุว่าตนเองเป็นบุคคลที่มีแนวคิดอันตรายไม่เหมาะสม
กับตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น




นายจักรภพ กล่าวว่า คนรู้ภาษาอังกฤษมีมาก แต่คนมีคุณธรรมมีน้อย และย้ำนักการเมืองไม่ควรนำเรื่องนี้มาเป็น
ประเด็นทางการเมือง และพาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูงอีก ยืนยันไม่กังวลใจหากถูกปรับออกจากตำแหน่ง โดยทุก
อย่างขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจและพร้อมยอมรับในสิ่งที่จะเกิดขึ้น (14/05/51)




ป๋าเหนาะแนะ รบ.ใช้เวลาปิดสมัยประชุมแก้ปัญหาบ้านเมือง

หน.พรรคประชาราช แนะรัฐบาลใช้เวลาช่วงปิดสมัยประชุม
สภาฯ เร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ส่วนการ
แก้ รธน.ไว้ค่อยทำสมัยประชุมหน้า



นายเสนาะ เทียนทอง หน.พรรคประชาราช ยอมรับว่า ในพรรคร่วม
รัฐบาลอาจมีปัญหาระหว่างกัน แต่ไม่ถึงกับเป็นรอยร้าว ซึ่งตนก็
อยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาของ
บ้านเมือง



โดยเฉพาะปัญหาสินค้าราคาแพง ทั้งข้าวและน้ำมัน เช่นเดียวกับเรื่องการแก้ไข รธน. ที่ส่วนตัวแล้วเห็นว่า ไม่จำเป็น
ต้องเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพราะรัฐบาลจะได้นำเอาเวลาช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน
ของประชาชน แล้วค่อยไปแก้ไข รธน.ในสมัยประชุมหน้า คือ สมัยสามัญนิติบัญญัติ (14/05/51)





คตส.มีมติสั่งฟ้องอดีตนายกฯ และอัยการสูงสุด

มีมติสั่งฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรี และอัยการสูงสุดในคดี
ทุจริตจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด ซีทีเอ็กซ์ 9000 พร้อม
ให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 6,936 ล้านบาท



นายสัก กอแสงเรือง โฆษก คตส. เปิดเผยว่า ที่ประชุม คตส.มีมติเ
ป็นเอกฉัทน์ชี้มูลคดีทุจริตจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด ซีทีเอ็กซ์ 9000 โดยมีผู้ร่วมกระทำความผิดทั้งหมด 3 กลุ่ม คือกลุ่มนักการ
เมือง กลุ่มคณะกรรมการและเจ้าที่ของบริษัทท่าอากาศยานสากล
กรุงเทพแห่งใหม่ หรือ บทม และกลุ่มนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา



ซึ่งในส่วนของนักการเมืองมี พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีนายกรัฐมนตรี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายก-
รัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและเป็นน้องเขยอดีตนายก
รัฐมนตรี ร่วมอยู่ด้วย




ขณะเดียวกันก็ยังมีรายชื่อของนายชัยเกษม นิติศิริ อัยการสูงสุด ในฐานะเป็นคณะกรรมการ บทม. โดยทั้งหมดมี
ความผิดในส่วนที่ไม่เปิดโอกาสให้มีการเสนอราคาและแข่งขันอย่างเป็นธรรม รวมทั้งเอื้อประโยชน์ให้กับผู้เสนอ
ราคามีสิทธิเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ และทำให้เกิดความเสียหายกับ บทม. รวมถึงการละเว้นและปฎิบัติ
หน้าที่โดยมิชอบ




จึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ม.5,11,12,13 และประมวลกฎหมายอาญา ม. 83, 86 ,90, 149, 157 ,341 รวมถึง พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงาน
ในองค์การ หรือ หน่วยงานของรัฐ พ.ส. 2506 ม.3, 11 ดังนั้น คตส. จึงมีมติผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดร่วมกัน
ชดเชยค่าดเสียที่เกิดขึ้นในโครงการ รวมค่าส่วนต่างที่เกิดขึ้นจากการจัดซื้อมีมูลค่า 6,936 ล้านบาท โดย คตส. จะส่งสำนวนให้อัยการสูงสูดเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องภายใน 7 วัน นับตั้งแต่มีมติ




สำหรับความผิดที่เกี่ยวข้องกับนายชัยเกษม ซึ่งเป็นอัยการสูงสุดที่จะต้องพิจารณาคดีและสั่งฟ้อง คตส. ถือว่าเป็น
ผู้มีส่วนได้เสีย ดังนั้น คตส. จะอาศัยอำนาจตามกฎหมาย ปปช. มาตรา 56 (2) ประกอบมาตรา 97 ที่จะส่งฟ้องศาล
ฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยตัวเอง




ส่วนกรณีที่ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยให้ยื่นตีความอำนาจหน้าที่ และการต่อายุของ คตส. ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ว่าขัดต่อ
รัฐธรรมนูญปี 50 หรือไม่นั้น โฆษก คตส. ระบุว่า ไม่มีความเห็นต่อคำนิจฉัยของศาลฎีกา เนื่องเป็นอำนาจหน้าที่
โดยตรง แต่ทั้งนี้ยืนยันว่า คตส.จะทำงานต่อไป และไม่ท้อ หรือ หวั่นไหว เพราะกฎหมายระบุไว้ชัดเจน และหาก
ไม่ปฎิบัติก็ถือว่าเข้าข่ายละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ รวมทั้งไม่กลัวถูกเช็คบิล เพราะขณะนี้ก็มีคดีที่ คตส. ถูกฟ้องแล้ว
19 คดี (14/05/51)





เตียบันเผย ทักษิณลงทุนธุรกิจน้ำมันในกัมพูชา

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา เผยอดีตนายกรัฐมนตรีไทย จะเข้าไปลงทุน
ทำธุรกิจพลังงานในประเทศกัมพูชา ขณะเดียวกันทางนายกรัฐมนตรีกัมพูชาก็พร้อมที่จะให้อดีตนายก
รัฐมนตรีไทยเข้าไปลงทุนด้วย



พลเอกเตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ออกมาเปิดเผยว่าพันตำรวจโท
ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย จะเข้าไปลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับด้านพลังงาน เช่น น้ำมัน และแก๊ส
ธรรมชาติ ในประเทศกัมพูชา ภายหลังจากที่ได้มีการหารือกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว
ในเบื้องต้น




ซึ่งทางกัมพูชาก็ยินดีที่จะให้พันตำรวจโททักษิณเข้ามาลงทุนทำธุรกิจดังกล่าวในกัมพูชา เพราะมองว่าพันตำรวจโท
ทักษิณเป็นนักธุรกิจที่มีศักยภาพ ถ้าเข้ามาลงทุนในกัมพูชาแล้วก็จะทำให้เศรษฐกิจภายในกัมพูชาเจริญเติบโตขึ้น
(14/05/51)





กรมป้องกันฯ ตั้งศูนย์เฉพาะกิจรับมือภัยพิบัติ

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ก.มหาดไทย ตั้งศูนย์
อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัย
และดินถล่ม เตรียมรับมือภัยพิบัติ หลังเกิดเหตุที่พม่าและจีน




โดยนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รมช.มหาดไทย ในฐานะประธานคณะ-
กรรมการอำนวยการศูนย์ ได้เรียกประชุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งจาก ก.มหาดไทย , สาธารณสุข , กรมอุตุนิยมวิทยา ,สำนักงาน
ตำรวจแห่งชาติ และหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการ
กองทัพไทย




เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินงาน , มาตรการ และการเตรียมความพร้อมในการรับมือปัญหาอุทกภัย, วาตภัย
และดินถล่ม เนื่องจากรายงานการติดตามแนวโน้มการเคลื่อนตัวของพายุหมุนเขตร้อน มีความเป็นไปได้ว่า พายุ
ดังกล่าวจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยทางภาคตะวันตก ตั้งแต่ภาคเหนือบริเวณ จว.แม่ฮ่องสอนลงมาถึงภาคใต้
บริเวณ จว.ภูเก็ต ในช่วงเดือน พ.ค. - พ.ย. หากพายุเคลื่อนตัวผ่านเข้าทางตอนบนของประเทศ จะไม่ได้รับผล
กระทบมากนัก




เนื่องจากมีแนวเทือกเขาตะนาวศรีกั้น แต่หากพายุเคลื่อนตัวเข้าทางภาคใต้ของประเทศจะรุนแรงและอันตรายมาก
เนื่องจากไม่มีภูเขาหรือเกาะช่วยลดแรงปะทะ ซึ่งจะทำให้เกิดปริมาณฝนตกหนัก,น้ำท่วมฉับพลัน,น้ำป่าไหลหลาก
และดินถล่ม โดยเฉพาะในบริเวณที่ราบลุ่มหรือบริเวณใกล้ภูเขา




ทั้งนี้ทางศูนย์ได้สั่งการให้แต่ละ จว. ไปจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจระดับ จว. , อำเภอ และระดับองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น แล้วเร่งตรวจสอบ ปรับปรุงข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัย และพื้นที่ปลอดภัย เพื่อจัดทำแผนเฉพาะกิจ , จัดวาง
ระบบเฝ้าระวัง , การแจ้งเตือนภัย และแผนอพยพให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการจัดเตรียม
กำลังคน ยานพาหนะ เครื่องมือสื่อสาร วัสดุอุปกรณ์ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่พร้อมใช้งานทันทีที่
เกิดภัย




สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะดินถล่มนั้น พบว่า ขณะนี้มีจำนวน 2870 จุด ใน 250 อำเภอ 51 จว.ทั่วประเทศ
แบ่งเป็นภาคเหนือ 15 จว. เช่น แม่ฮ่องสอน , เชียงใหม่ , เชียงราย , ลำปาง , อุตรดิศถ์ ภาคใต้ 14 จว. เช่น
ภูเก็ต , กระบี่ , พังงา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 จว. ภาคกลาง 7 จว. และภาคตะวันออก 6 จว. ซึ่งทางศูนย์
ได้ขอความร่วมมือให้ทาง จว.ที่จัดอยู่ในพื้นที่เสียงจัดเตรียมเครื่องอุปโภคบริโภค เช่น เสบียง , อาหารแห้ง และ
น้ำดื่ม เอาไว้ให้พร้อม ขณะเดียวกันก็ให้เร่งติดตั้งเครื่องมือไซเรนมือหมุน 1161 เครื่อง , เครื่องวัดปริมาณน้ำฝน
1353 เครื่อง , ฝึกอบรมอาสาสมัครแจ้งเตือนภัย (มิสเตอร์เตือนภัย) ใน 1575 หมู่บ้าน เพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวัง และ
ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด แจ้งเตือนภัย และช่วยอพยพประชาชนออกนอกพื้นที่ไปยังพื้นที่ปลอดภัย
(14/05/51)





นายกฯ ไปพม่าเที่ยงนี้พบเต็งเส็ง

นายกฯ พร้อมคณะจะออกเดินทางจากประเทศไทยไปพม่า
ในช่วงเที่ยงวันนี้ เพื่อหารือกับนายกฯ พม่า เจรจาขอให้
นานา ชาติเข้าช่วยเหลือประชาชนพม่า




นายสมัคร พร้อมคณะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับผู้ปฏิบัติงาน
อาทินายจริยวัตร สันตะบุตร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ,
นายกัลยา วิพัฒน์ภูมิประเทศ ผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออก 2
,นายเจษฏา โชคดำรงสุข รองอธิบดีกรมการแพทย์ และตัวแทน
จากบริษัทสามารถคอเปอร์เรชั่น จำกัดจะออกเดินทางไปยังสหภาพ
พม่า ในช่วงเที่ยงวันนี้




โดยเครื่องบินของกองทัพอากาศไปลงที่กรุงย่างกุ้ง สหภาพพม่า ซึ่งนายกฯ มีกำหนดการที่จะพบกับพลเอกเต็งเส็ง นายกฯ สหภาพพม่า เพื่อเจรจาหารือในฐานะที่เป็นตัวกลางในการประสานงานขอให้นานาชาติ โดยเฉพาะชาติ
ตะวันตก ได้สามารถเข้าไปช่วยเหลือชาวพม่าที่ประสบภัยได้




ทั้งนี้ในการเดินทางวันนี้ นายกฯ จะมอบโทรศัพท์มือถือผ่านดาวเทียม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทสามารถ
คอเปอร์เรชั่นจำนวน 50 เครื่อง พร้อมซิม และบัตรเติมเงินจำนวน 20 ใบ ใบละ 8,000 บาท ให้กับรัฐบาลพม่า ตาม
ที่รัฐบาลพม่าร้องขอ โดยมูลค่าของเครื่องโทรศัพท์ที่นำไปมอบให้ในครั้งนี้อยู่ที่ราคาประมาณเครื่องละ 40,000
บาท นอกจากนี้ส่วนของก.ตปท. ได้นำเครื่องกรองน้ำ ผักสด รวมทั้งยาเวชภัณฑ์ต่าง จากกระทรวงสาธารณสุข
ไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่สถานทูต และคนไทยที่อาศัยอยู่ในสหภาพพม่าด้วย ทั้งนี้ในเบื้องต้นนายกฯ มีกำหนดการ
เดินทางกลับถึงกรุงเทพในเวลาประมาณ 17.45 น. (14/05/51)





สมพงษ์ไม่หวั่นฝ่ายค้านเตรียมยื่นถอดถอน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไม่หวั่นฝ่ายค้านเตรียม
ยื่นถอดถอน พร้อมยืนยันไม่ยึดตำแหน่งหากจะถูกปรับออก
จากรัฐมนตรี




นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะ
รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ไม่รู้สึกหนักใจที่ฝ่ายค้าน
เตรียมชื่อเข้ายื่นถอดถอนออกจากตำแหน่ง จากกรณีปลอมแปลง
เเอกสาร โดยตนมั่นใจว่าเรื่องนี้จะไม่ปัญหา




เนื่องจากข้อมูลของฝ่ายค้าน อาจเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เพราะเท่าที่ผ่านมา ตนทำหน้าที่อย่างถูกต้อง และไม่รู้สึก
กังวลว่า กรณีดังกล่าวจะมีผลถึงคณะรัฐมนตรี และการทำหน้าที่ของตน เพราะตนไม่เคยยึดมั่นในตำแหน่งอยู่แล้ว และยังเห็นว่าเร็วเกินไปเพราะรัฐบาลเพิ่งทำงานได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น




ทั้งนี้ มองว่าพรรคฝ่ายค้านพยายามดิสเครดิตรัฐบาลอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม เนื่องจากเป็นหน้าที่ของ
ฝ่ายค้าน อย่างไรก็ตาม หากพรรคฝ่ายค้านนำข้อมูลเท็จมากล่าวอ้างในกรณีดังกล่าว ตนคงไม่ดำเนินการฟ้องร้อง
กลับแต่อย่างใด (14/05/51)





รักษาการ ผบ.ตร.ปัดไม่รู้คำสั่งนายกฯ เพิ่มข้อหาเสรีพิศุทธ์

รักษาการ ผบ.ตร.ระบุยังไม่ทราบคำสั่งนายกฯ ให้ดำเนิน
คดี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ข้อหาใหม่ หลังอัยการสูงสุดชี้มูล
กล่าวหาการกระทำที่แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกอันไม่เหมาะสม และมิบังควรต่อสถาบันเบื้องสูงหลายเรื่อง





พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ยังไม่ทราบเรื่องที่นายสมัคร สุนทรเวช
นายกรัฐมนตรี ลงนามให้ความเห็นชอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ดำเนินคดีอาญากับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวช อดีตผู้บัญชาการ
ตำรวจแห่งชาติ ในข้อหากระทำการมิบังควร เพราะยังไม่เห็นเอกสาร นอกจากนี้ ตนไม่เคยเข้าพบนายสมัคร เพื่อ
ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวด้วย




อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวระบุว่า นายสมัครได้ลงนามในหนังสือคำสั่งดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ภาย-
หลังที่คณะกรรมการตรวจสอบพบว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ได้มีการกระทำมิบังควรจริง โดยรายงานข่าวจากทำเนียบ
รัฐบาลเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม แจ้งว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามเห็นชอบตั้งคณะกรรมการ
สอบสวนวินัยร้ายแรง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพิ่มเติมในข้อหาใหม่อีก




ตามที่นายจุลยุทธ หิรัณยะวสิต ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เสนอเรื่องขึ้นมาเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 หลังคณะ
กรรมการชุดนายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด เป็นประธานสอบสวนแล้วเห็นว่ามีมูลสมควรกล่าวหาว่าในอดีตที่ผ่าน
มาได้มีการกระทำที่แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกอันไม่เหมาะสมและมิบังควรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์หลายเรื่อง




โดยในหนังสือที่ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงข้อหาใหม่นี้มีใจความอ้างถึง อาทิ กรณี 2.2.1 เมื่อวันที่ 7
พฤศจิกายน 2550 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรและประทับรักษาพระองค์อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช
ได้เสด็จพระราชดำเนินกลับ มีข้าราชการและประชาชนมาเข้าเฝ้าฯส่งเสด็จเป็นจำนวนมาก แต่ในวันดังกล่าว พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ไม่ได้มาร่วมส่งเสด็จ ทั้งๆ ที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีหน้าที่สำคัญ
ในการถวายอารักขาความปลอดภัยแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การเพิกเฉยต่อภารกิจดังกล่าว




กรณี 2.2.2 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2550 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
เสด็จพระราชดำเนินไปในพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ ณ ลานพระราชวังดุสิต
ในการนี้ เลขาธิการพระราชวังได้มีหนังสือแจ้งให้ ผบ.ตร.ทราบเพื่อสั่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่แล้ว และกองบัญชา
การทหารสูงสุดได้มีหนังสือเชิญ ผบ.ตร.ไปเข้าร่วมงานพิธีดังกล่าว เพื่อเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท




ทั้งนี้ เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติและแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ปรากฏว่า พล.ต.อ.
เสรีพิศุทธ์ไม่ได้ไปร่วมงานพิธีดังกล่าว แต่กลับไปร่วมงานเพื่อเป็นเกียรติและแสดงความยินดีกับนายบุญยงค์ กมลเลิศวรา เปิดสถานบริการนวดเพื่อสุขภาพ และได้ไปร่วมงานแต่งงานของบุคคลอื่นอีก




กรณี 2.2.3 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2550 สำนักงาน ก.พ.ประกอบพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและ
พลังของแผ่นดิน ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดย
มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกล่าวนำคณะรัฐมนตรี และข้าราชการระดับสูงของทุกส่วนราชการเข้าร่วมพิธี ในการ
นี้สำนักงาน ก.พ.ได้มีหนังสือเชิญ ผบ.ตร.เข้าร่วมพิธีในวันดังกล่าว




แต่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ไม่ได้เข้าร่วมพิธีด้วยตนเอง ได้มอบหมายให้รอง ผบ.ตร.ไปร่วมพิธีแทน โดยอ้างว่าติด
ภารกิจที่จะต้องเป็นประธานในพิธี และข้อเท็จจริงปรากฏว่าตามวันเวลาดังกล่าว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ไม่มาเป็น
ประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ในส่วนที่จัดขึ้น ณ สำนักงานตำรวจ
แห่งชาติแต่อย่างใด อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ว่ามีความรู้สึกอย่างไรต่อสถาบัน




กรณี 2.2.4 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ได้เดินทางไปประชุมตำรวจในสังกัดกองบัญชาการ
สอบสวนกลาง ช่วงหนึ่งของการประชุมได้กล่าวพาดพิงสถาบันในลักษณะที่มิบังควรอย่างยิ่ง ทั้งๆ ที่งานรักษา
ความปลอดภัยแด่องค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นหน้าที่หลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ




และจากเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าเหตุใด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์จึงได้สั่งการโดยให้ถ้อยคำว่า 'ควายหรือเปล่า' เมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาแสดงถึงความจงรักภักดีที่สมควรงดจัดงานแข่งขันกีฬาภายในสำนักงาน
ตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2551 ระหว่างวันที่ 21-28 มีนาคม 2551 ในหนังสือยังระบุให้คณะกรรมการสอบสวน
แจ้งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการต่อไป กรณีมีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่าพฤติการณ์และการกระทำของ
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์อาจเข้าข่ายการกระทำผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 สำหรับประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา 112 ระบุว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี





ข่าวการเมืองย้อนหลัง