











|
พาณิชย์หั่นเป้าส่งออกปีนี้เหลือ 11% |
กระทรวงพาณิชย์ปรับลดประมาณการส่งออกปีนี้จากเดิม
ที่คาดจะโตได้ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 11%
โดยนายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้
เหตุผลที่ปรับเป้าการส่งออกลง เนื่องจากวิกฤตการเงินโลกได้ส่งผล
กระทบต่อเศรษฐกิจโลกรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งก็ส่งผลโดย
ตรงต่อการส่งออกของไทยไปยังประเทศที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะสหรัฐ และสหภาพยุโรปที่เป็นตลาดหลักของไทย แม้ว่า
จะมีความพยายามขยายตลาดส่งออกไปสู่ตลาดใหม่ๆ เพื่อทดแทน
ตลาดเดิม ที่กำลังซื้อลดลง แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ลดเป้าส่งออกจาก
เดิมที่คาดการณ์ก่อนเกิดวิกฤต จะโตได้ระหว่าง 15-20 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 11-15 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้
นายไชยา บอกด้วยว่า ในสัปดาห์นี้จะเรียกผู้ผลิตสินค้ามาหารือเพื่อปรับลดราคาขายปลีกสินค้าลง หลังราคาน้ำมัน
ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้นายไชยา ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกฯ ประกาศเอาตำแหน่งเป็นเดิมพันหาก
ไม่สามารถเดินหน้าขับเคลื่อน 6 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล รับมือวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ว่า เป็นการ
แสดงความมั่นใจจากประสบการณ์และความชำนาญที่มีของรองนายกฯ ต่อปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ (14/10/51) |
ครม.เห็นชอบเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษี RMF และ LTF |
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้มีมติเห็นชอบให้เพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีสำหรับเงินลงทุนในกองทุนรวม เพื่อ
การเลี้ยงชีพ หรือ RMF และกองทุนรวมระยะยาว หรือ LTF จาก 500,000 เป็น 700,000 บาทต่อปี เพื่อ
กระตุ้นการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
โดยมาตรการดังกล่าวจะเป็นมาตรการชั่วคราวมีผลสำหรับหน่วยลงทุนที่มีการซื้อ-ขายระหวางวันที่ 1 ต.ค. ถึง 31
ธันวาคมนี้เท่านั้น ซึ่งจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ จากมาตรการดังกล่าวประมาณ 900 ล้านบาท แต่จะไม่กระทบต่อ
ฐานะการคลัง เนื่องจากในรอบปีงบประมาณที่ผ่านมารัฐสามารถจัดเก็บรายได้สูงกว่าประมาณการถึง 50,000
ล้านบาท แต่มาตรการนี้จะส่งผลดีและช่วยส่งเสริมให้ผู้มีรายได้ประจำมีช่องทางการลงทุนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผล
ให้ตลาดหลักทรัพย์ขยายตัวตามมา (14/10/51)
|
ราคาน้ำมันลดอีก 1 บาทมีผลพรุ่งนี้(15 ต.ค) |
ปตท.ประกาศนำร่องลดราคาน้ำมันทุกชนิดอีก 1 บาทมีผล
พรุ่งนี้ (15 ต.ค.51)
บริษัทผู้ค้าน้ำมัน ทั้ง ปตท. บางจาก และเชลล์ ได้ประกาศปรับลด
ราคาทุกประเภท ทั้งเบนซิน และดีเซลลงอีกลิตรละ 1 บาท มีผล
ตั้งแต่เวลา 5 นาฬิกาวันพรุ่งนี้ ซึ่งทั้งนี้จะส่งผลให้ราคาขายปลีก
น้ำมันตามสถานีบริการต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็น
ดังนี้เบนซิน 91 อยู่ที่ลิตรละ 31.99 บาท ดีเซล อยู่ที่ 25.74 บาท
แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ลิตรละ 25.49 บาท แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ลิตรละ 24.69 บาท ส่วนน้ำมันอี 20 ลด 50 สตางค์
เหลือลิตรละ 24.69 บาท ส่วน อี 85 ไม่เปลี่ยนแปลง อยู่ที่ลิตรละ 18.29 บาท (14/10/51) |
ภาคเอกชนขานรับ 6 มาตรการป้องกันวิกฤต |
ภาคเอกชนมั่นใจ 6 มาตรการรับมือวิกฤตการเงินโลกของรัฐบาล สร้างความมั่นใจในระบบเศรษฐกิจได้
ขณะที่ธุรกิจเช่าซื้ออาศัยช่วงสภาพคล่องตึงตัวขยายธุรกิจ
นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ กรรมการผู้จัดการบริษัทจีอีแคปปิตอล ออร์โตดิสส์ เปิดตัวสินเชื่อเพื่อรถบ้าน แคลชทูคาร์
เพื่อกระตุ้นตลาดสินเชื่อรถยนต์มือสองในไตรมาศสุดท้ายของปี โดยนายไพโรจน์ บอกว่า ในช่วงที่ตลาดมีปัญหา
เรื่องเงินตึงตัว เป็นโอกาสของธุรกิจเช่าซื้อที่จะขยายธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด และเพิ่มสภาพ
คล่องให้กับผู้ที่ต้องการสินเชื่อ ซึ่งถือเป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ซึ่งโดยภาพรวมธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์มือสอง
ยังโต คาดสิ้นปีจะโตได้ถึง 10% แม้ว่าจะน้อยกว่าปีก่อน ที่โตถึง 16% แต่ก็ถือว่ายังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีในภาวะ
เศรษฐกิจเช่นนี้-นายไพโรจน์ยังได้แสดงความมั่นใจว่า 6 มาตรการรับมือวิกฤตการเงินโลกของรัฐบาลที่ประกาศ
ออกมาเมื่อวานนี้ จะช่วยดึงความมั่นใจของนักลงทุนและประชาชนได้ ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญ เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจ
ไทยพื้นฐานยังดี และได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกไม่มาก เนื่องจากมีการปรับตัวตั้งแต่เผชิญกับวิกฤต
เศรษฐกิจเมื่อปี 40 สิ่งที่มีปัญหาตอนนี้คือ นักลงทุนและประชาชนขาดความมั่นใจหลังเกิดวิกฤตการเงินโลก นาย
ไพโรจน์ยังมองทั้ง 6 มาตรการจะช่วยกระตุ้นให้มีเม็ดเงินเข้าระบบมากขึ้น เนื่องจากจะมีเม็ดเงินจากมาตรการ
ทั้งหมดเข้าช่วยเสริมสภาพคล่องในระบบถึง 1.2 ล้านล้านบาท (14/10/51)
|
ปตท.ย้ำราคาน้ำมันลดอีก 3-4 ครั้งในสัปดาห์นี้ |
ปตท. ย้ำราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศสัปดาห์นี้มีโอกาสปรับ
ลดลงอีก 3 - 4 ครั้ง หลังราคาน้ำมันตลาดโลกอ่อนตัวลง
ต่อเนื่อง พร้อมขอให้รัฐบาลใช้โอกาสที่ราคาน้ำมันลงเรียก
เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำเชื้อเพลิงเพิ่มอีก เพื่อไว้ใช้ยามฉุกเฉิน
หากราคาน้ำมันกลับมาผันผวนรุนแรงอีกครั้ง
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ
ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้ราคาขาย
ปลีกน้ำมันในประเทศอยู่ในช่วงขาลงตามสถานการณ์ในตลาดโลก
ที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ผู้ค้าไม่สามารถปรับราคาได้ทัน จึงจำเป็นต้องทยอยปรับราคาขายปลีกน้ำมันใน
ประเทศลง ทั้งนี้ คาดว่าในช่วงสัปดาห์นี้มีโอกาสที่ราคาขายปลีกน้ำมันจะปรับตัวลงอีก 3 - 4 ครั้ง และจะเข้าสู่ภาวะ
ปกติ โดยขณะนี้ค่าการตลาดของ ปตท. เฉลี่ยทั้งปีอยู่ในระดับต่ำกว่า 1 บาทต่อลิตร และคาดว่าราคาน้ำมันตลาด-
โลกจะอ่อนตัวลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปีนี้ ในขณะที่แอลพีจีหากรัฐบาลไม่เร่ง
แก้ปัญหาการใช้แอลพีจีของประเทศ จะทำให้ปริมาณการใช้แอลพีจีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้ ปตท. ต้อง
แบกรับภาระการนำเข้าแอลพีจีจากต่างประเทศมากขึ้น จากปัจจุบันแบกรับภาระอยู่ประมาณ 6,000 ล้านบาท จะ
เพิ่มเป็น 10,000 ล้านบาทในสิ้นปีนี้
อย่างไรก็ตาม เห็นว่า รัฐบาลควรเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มอีกหลังราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง
ต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาเกือบ 20 เหรียญ เพื่อเป็นการสำรองเงินไว้ใช้ในภาวะฉุกเฉินหากราคาน้ำมันตลาดโลก
กลับมาผันผวนรุนแรงอีกครั้ง การสำรองไว้ใช้สำหรับการชดเชยราคาแอลพีจีที่นำเข้า และการส่งเสริมการใช้
พลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียนในประเทศ (13/10/51) |
นายแบงก์ห่วงเศรษฐกิจปีหน้าจะเริ่มทรุดหนัก |
นายธนาคารชี้ผลพวงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์จะทำให้เศรษฐกิจ
ไทยต้องเจอมรสุมหนัก แนะต้องเร่งหาทางช่วย เอสเอ็มอี
อย่างเร่งด่วน
นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทย
พาณิชย์ ยอมรับว่าความรุนแรงของวิกฤตการเงินสหรัฐในขณะนี้ยัง
ไม่ถึงจุดต่ำสุด ซึ่งประเทศไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบ
ที่ตามมาได้ โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงเรียลเซกเตอร์ ซึ่ง
จะเห็นผลอย่างชัดเจนในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า เพราะความต้อง-
การสินค้านำเข้าในตลาดโลกจะลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย ธุรกิจท่องเที่ยว
และสินค้าฟุ่มเฟือยจะส่งออกได้น้อยกว่าปีนี้ ขณะที่สภาพคล่องทางการเงินจะตรึงตัว เนื่องจากธนาคารพาณิชย์
และผู้ประกอบการไม่สามารถกู้เงินจากภายนอกประเทศได้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นอย่างแน่นอน เห็นได้
จากอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคาร หรืออินเตอร์แบงก์ ขณะนี้เริ่มขยับขึ้นบ้างแล้ว อย่างไรก็ตามไม่สามารถระบุ
อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากภาวะฝุ่นตลบในตลาดการเงินโลกยังไม่สงบ โดยกล่าวว่าการส่งออกของไทย
จะต้องชะลอตัวอย่างน้อย 2 ปี ปีที่หนักที่สุดคือปี 2553 เพราะเศรษฐกิจโลกจะต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นตัว
เห็นได้จากวิกฤตเศรษฐกิจของไทยปี 40 ใช้เวลาฟื้นตัวนานถึง 5 ปี
ส่วนการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในช่วงต่อไปนั้น ยอมรับว่าต้องระมัดระวังให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยห้าม
ลูกค้าไม่ให้ลงทุนแบบเกินตัว และต้องสำรองเงินสดไว้ใช้ให้มากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการที่มีความเป็นห่วงมากที่สุดคือ
เอสเอ็มอี เนื่องจากขีดความสามารถในการแข่งขันน้อยกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งทางธนาคารจะต้องเข้ามา
ดูแลเป็นรายบริษัท พร้อมทั้งเห็นว่าการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมีความจำเป็นในภาวะขณะนี้ เพราะหลังจากที่ธนาคาร
แห่งประเทศไทยได้ใช้กฏหมายใหม่ ทำให้ไม่สามารถปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำได้อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นกระทรวงการ
คลังจึงควรเข้ามาทำหน้าที่แทนแบงก์ชาติเป็นการชั่วคราว โดยควรมีการจัดตั้งเงินกองทุนช่วยเหลือ เอสเอ็มอี
ผ่านธนาคารพาณิชย์ให้เร็วที่สุด เพราะผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ในไทยมีจำนวนมากกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่
พร้อมกันนี้ยังเตือนว่าแนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน, ข้าว, ยางพารา และมัน
สำปะหลังมีแนวโน้มลดลง ดังนั้นผู้ประกอบการไม่ควรซื้อสินค้าสต๊อกแบบเก็งกำไร เพราะอาจจะทำให้ขาดทุนได้ (13/10/51) |
ผู้ค้าลดราคาน้ำมันเบนซิน-ดีเซล 40-80 สตางค์ |
บางจาก/ปตท./เชลล์ ประกาศลดราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน
40 ส.ตและดีเซล 80 ส.ต./ลิตรในวันพรุ่งนี้ (14 ต.ค.) หลัง-
ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ปรับลดลง
ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันหน้าสถานีบริการน้ำมัน ในเขตกรุงเทพ
และปริมณฑล ของปตท.และเชลล์ วันพรุ่งนี้ เป็นดังนี้ ราคาน้ำมัน
ดีเซล อยู่ที่ 26.74 บาท/ลิตร
ขณะที่เบนซิน ออกเทน 91 อยู่ที่ 32.99 บาท/ลิตร,แก๊สโซฮอล์ 95 คงเดิมที่ 26.49 บาท/ลิตร และแก๊สโซฮอล์ 91
คงเดิมที่ 25.69 บาท/ลิตร
ด้านบมจ.ไทยออยล์ (TOP) รายงานราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยเมื่อวันศุกร์
เบนซิน ออกเทน 95 ลดลง 2.56 ดอลลาร์ มาที่ 88.52 ดอลลาร์/บาร์เรล และดีเซล ลดลง 6.73 ดอลลาร์ มาที่
84.95 ดอลลาร์/บาร์เรล
สำหรับน้ำมันดิบ ที่ตลาดดูไบ ลดลง 4.70 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 71.49 ดอลลาร์/บาร์เรล (13/10/51) |
รถร่วมบขส.ประสานเสียงไม่ลดค่าโดยสาร |
2 สมาคมผู้ประกอบการรถร่วม บขส. ประสานเสียง ยังไม่
ปรับลดค่าโดยสาร แม้ราคาน้ำมันจะลดลงต่อเนื่องมาอยู่
ที่ระดับ 27 บาทต่อลิตร อ้างค่าบำรุงรักษาตัวรถยังแพง และ
ขอให้สิ้นสุดมาตรการ 6 เดือน 6 มาตรการของรัฐบาลก่อน
จึงจะพิจารณา พร้อมเตรียมเจรจาขอความชัดเจนการปรับ
ค่าโดยสารจากกรมการขนส่งทางบกสัปดาห์หน้า
นางสุจินดา เชิดชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการรถร่วมโดยสาร และ
นายพิเชษฐ์ เจียมบุรเศรษฐ์ นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสาร
ประจำทางไทย มีความเห็นตรงกันในเรื่องการปรับลดค่าโดยสารในภาวะราคาน้ำมันลดลงต่อเนื่อง จนมาอยู่ที่ระดับ
27 บาทต่อลิตร และมีแนวโน้มว่าในสัปดาห์หน้าราคาน้ำมันจะลดลงอีกไม่น้อยกว่า 1 บาทต่อลิตร ซึ่งทั้ง 2 มองว่า
แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลง แต่ผู้ประกอบการรถโดยสารยังไม่สามารถพิจารณาปรับลดค่าโดยสารให้ประชาชน
ได้ เนื่องจากต้นทุนที่ลดลง มีเพียงส่วนของน้ำมันเท่านั้น ส่วนค่าบำรุงรักษาเครื่องยนต์ และตัวถังรถ รวมไปถึงต้น-
ทุนค่าแรงงานและค่าบริหาร ยังแพงอยู่ ประกอบกับหากมีการพิจารณาปรับลดค่าโดยสารช่วงนี้ ก็จะอยู่ได้ไม่นาน
เพราะเมื่อสิ้นสุดมาตรการ 6 เดือน 6 มาตรการของรัฐบาลในช่วงต้นปีหน้า การยกเว้นจัดเก็บภาษีสรรพสามิตร
น้ำมันก็จะสิ้นสุดลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นมาอีก ก็จะต้องมาพิจารณาขึ้นค่าโดยสารอีก ดังนั้นจึงเห็นว่า ควร
จะรอให้สิ้นสุดมาตรการดังกล่าวก่อนค่อยพิจารณาค่าโดยสารครั้งเดียวเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาราคาน้ำมันในขณะนี้ที่อยู่ที่ระดับ 27.54 บาทต่อลิตร ซึ่งราคาน้ำมันดังกล่าว เมื่อนำมา
เทียบกับตารางค่าโดยสารที่กำหนดโดยคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง จะพบว่าครั้งสุดท้ายที่มีการปรับขึ้น
ค่าโดยสารให้ผู้ประกอบการในอัตรา 3 สตางค์ต่อกิโลเมตร ในขณะนั้นราคาน้ำมันอยู่ที่ลิตรละ 32 บาท ซึ่งการ
คำนวณค่าโดยสารจะพิจารณาตามขั้นของราคาน้ำมัน โดยค่าโดยสารขณะนี้อยู่ในขั้นที่ 18 ซึ่งอยู่ในระดับราคา
น้ำมันที่ 30.82-32.03 บาทต่อลิตร ทั้งนี้ราคาน้ำมันที่ระดับ 27.54 บาทต่อลิตร จะอยู่ในขั้นค่าโดยสารที่ 15 ที่ราคา
น้ำมัน 27.16-28.37 บาทต่อลิตร โดยราคาน้ำมันที่ลดลงทุก 1 บาทต่อลิตร จะลดค่าโดยสารลง 1 สตางค์ต่อ 1
กิโลเมตร
ด้านนายชัยรัตน์ สงวนชื่อ รักษาการอธิบดีกรมการขนส่งทางบก บอกว่า จะต้องรอให้สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับ
ลดลงมาต่อเนื่องให้นิ่งก่อน จึงจะนำตัวเลขราคาน้ำมันมาพิจารณาปรับลดค่าโดยสาร โดยกรมการขนส่งทางบก
เตรียมที่จะบรรจุวาระเรื่องการปรับลดค่าโดยสารเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางใน
ครั้งต่อไปแล้ว (12/10/51)
|
ลดราคาน้ำมันทั้งเบนซิน ดีเซล พรุ่งนี้ (11 ต.ค) |
ผู้ค้าน้ำมันทุกปั๊ม
ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซินลงอีก
ลิตรละ 40 สตางค์และ ดีเซล 60 สตางค์พรุ่งนี้
ผู้ค้าน้ำมันทุกราย อาทิ ปตท. บางจาก และเชลล์ ได้ตัดสินใจ
ประกาศลดราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน 40 สตางค์ต่อลิตร และ
ดีเซลลง 60 สตางค์ต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันพรุ่งนี้
ทั้งนี้จะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินออกเทน 91 ปรับลดลงมาอยู่ที่
33.39 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95มี
ราคาอยู่ที่ 26.49 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 มีราคาอยู่ที่ 25.69
บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลจะมีราคาอยู่ที่ 27.54
บาทต่อลิตร และดีเซลบี 5 มีราคาอยู่ที่ 26.84 บาทต่อลิตร
โดยสาเหตุของการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันในครั้งนี้เป็นผลมาจากต้นทุนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ปรับ
ตัวลดลง อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันดิบไนเม็กซ์ปิดตลาดเมื่อคืนที่ผ่านมายังคงปรับตัวลดลง
1 เหรียญ 71 เซนต์
ต่อบาร์เรล ซึ่งหากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องก็มีแนวโน้มที่ผู้ค้าน้ำมันจะพิจารณา
ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศลงอีก (10/10/51) |
พนักงาน กฟผ.แต่งชุดดำประณามรัฐบาล |
กระแสต่อต้านความรุนแรงเมื่อวันที่ 7
ตุลาคม ยังมีต่อเนื่อง โดยวันนี้พนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต พร้อม
ใจแต่งกายชุดดำ เพื่อประณามการกระทำของรัฐบาล ขณะที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กฟผ.ประกาศ
พร้อมสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรทุกรูปแบบ
โดยสมควร ยาวิชัย เลขาธิการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บอกว่า
สหภาพฯ กฟผ.ได้เชิญชวนให้พนักงานสวมใส่ชุดดำ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านการใช้ความรุนแรง
ของรัฐบาล ที่ใช้กำลังปราบปรามประชาชน และเชิญชวนให้พนักงานไปร่วมงานศพของนางสาวอังคณา ระดับ
ปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยพบว่าในวันนี้มีพนักงาน กฟผ.ได้แต่งกายในชุดดำมา
ทำงานเป็นจำนวนมาก
ขณะที่สหภาพได้มีการตั้งเวทีปราศรัยย่อย เพื่อแสดงเจตนารมณ์
และขอรับเงินบริจาค เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับ
บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่
7 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดยอดเงินบริจาคมี
ทั้งสิ้น 134,800 บาทแล้ว และนายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหดภาพ
กฟผ. ก็ได้นำกระเช้าไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บที่ รพ.
รามาฯ แล้วเช่นกัน
ทั้งนี้สหภาพ กฟผ.ยืนยันว่าพร้อมที่จะเคลื่อนไหวร่วมกับภาคประชาชน
ในการตอบโต้การกระทำของรัฐบาลในทุก
รูปแบบ โดยเคลื่อนไหวในนามของสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
หรือสรส.โดยเชื่อว่าหากพนักงานจะเข้าไป
ร่วมเคลื่อนไหว ก็จะไปในฐานะของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่ก่อให้เกิดปัญหาในการให้บริการ
โดยขณะนี้ยังไม่มี
สัญญาณจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในการขอความร่วมมือตัดน้ำตัดไฟหน่วยงานราชการ
มายัง
กฟผ. (10/10/51) |
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ ธนาคารกลางทั่วโลก |
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ การที่ธนาคารกลางทั่วโลกจะลดอัตราดอกเบี้ย
เท่ากับเป็นการสะท้อน และตอก-
ย้ำความรุนแรงของวิกฤติการเงินโลก เตือนภัยควรเร่งรับมือ
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองการดำเนินการล่าสุดของธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก และเอเซีย ในการปรับลด
อัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างพร้อมเพรียงกัน นับได้ว่าเป็นมาตรการก้าวสำคัญของผู้กำหนดนโยบายการเงิน
ทั่วโลก เพื่อรับมือกับวิกฤติทางการเงินรอบนี้ ซึ่งถูกคาดว่า จะมีความรุนแรงมากที่สุดในรอบเกือบ 80 ปี และ
สร้างความเสียหายมากกว่า 1.4 ล้านล้านเหรียญ
แต่การดำเนินการดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงระดับความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญของธนาคาร
กลางทั่วโลก ต่อความเสี่ยงของโอกาสการชะลอตัวถดถอยและตกต่ำของเศรษฐกิจทั่วโลก
และมองว่ามาตรการ
ที่ออกมา อาจยังไม่นำไปสู่จุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของวิกฤติการเงินในรอบนี้
เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าว
ยังคงไม่เพียงพอ และไม่ใช่มาตรการที่เบ็ดเสร็จในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ
และการเงินของโลก และเมื่อ
พิจารณาไปถึงสถานการณ์ที่ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ อาจต้องเผชิญต่อเนื่องในระยะถัดไป
อาทิ ปัญหาความ
อ่อนแอของสถาบันการเงิน ทั้งในสหรัฐ ยุโรป และเอเชียบางประเทศ
ขณะที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ไม่แข็งแรง โดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรป
ที่ต้องเผชิญกับปัญหาฟองสบู่แตกใน
ตลาดที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นตัวสะท้อนว่ากำลังซื้อ และความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชน ยังคงอ่อนแอ ซึ่ง
ก็จะทำให้ประสิทธิภาพของมาตรการต่างๆ ไม่ได้ผลเต็มที่ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ประเทศต่างๆ จะต้อง
ทยอยออกมาตรการในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอื่นๆ รวมไปถึงมาตรการของภาครัฐที่มีเป้าหมายเข้าช่วย-
เหลือ
โดยตรงแก่สถาบันการเงินที่ประสบปัญหาทยอยประกาศออกมาในระยะถัดไป
สำหรับผลกระทบต่อไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ความเสี่ยงของเศรษฐกิจการเงินโลกที่รุนแรงที่สุดในรอบ
เกือบ 80 ปีนั้น ทำให้นโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งรวมไปถึงนโยบายอัตราดอกเบี้ยของทางการไทยควรที่จะมีความยืด
หยุ่นและผ่อนคลายมากขึ้น กล่าวคือ ทางการควรที่จะต้องเร่ง หยิบยกประเด็นในเรื่องนโยบายการเงินและการคลัง
ที่สอดรับกับปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขึ้นมาพิจารณาอย่างเร่งด่วน เพื่อรับมือกับความเป็นไปได้ที่
เศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลกจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวที่ยาวนาน กว่าที่เคยประเมินไว้ ทั้งนี้หากไม่มีมาตรการ
รองรับวิกฤติดังกล่าวแล้ว ปัญหาที่เริ่มแรกเกิดขึ้นภายนอกประเทศ ก็อาจจะทวีความรุนแรง และซับซ้อนมากขึ้น
จนส่งผลให้เศรษฐกิจและภาคการเงินของไทย อาจตกอยู่ในความอ่อนแอ ซึ่งก็จะทำให้ไทยต้องประสบกับความ
ยากลำบาก หรือต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีกมาก ในการที่จะเยียวยาแก้ไขปัญหาดังกล่าว (10/10/51) |
|
สหภาพฯ ท่าเรือยันไม่หยุดงาน
ไม่ปิดท่าเรือ
|
สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการท่าเรือแห่งประเทศไทย เปิดประชุมใหญ่วิสามัญต่อเนื่อง เพื่อหามาตรการ
ตอบโต้การกระทำที่รุนแรงของรัฐบาลต่อกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตร ยืนยัน มาตรการตอบโต้ ไม่ใช่การนัด
หยุดงาน หรือ ปิดท่าเรือ แน่นอน
สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการท่าเรือแห่งประเทศไทย เปิดประชุมใหญ่วิสามัญต่อเนื่อง เพื่อขอมติที่ประชุมสมาชิก
สหภาพ ในการกำหนดมาตรการเคลื่อนไหวตอบโต้การกระทำที่รุนแรงของรัฐบาลต่อผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชน
เพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเบื้องต้นการเคลื่อนไหวของกลุ่มสมาชิกสหภาพฯการท่าเรือจะ
เป็นไปในรูปการเปิดประชุมใหญ่วิสามัญต่อเนื่อง และมีการขอให้พนักงานร่วมคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ
การแปรรูปหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยนายไพฑูรย์ ทองคำ รองประธานสหภาพฯการท่าเรือ
ฝ่ายการเมือง ออกมายืนยันว่า มาตการตอบโต้ของสหภาพฯการท่าเรือ จะไม่ใช้วิธีการปิดท่าเรือ หรือนัดหยุดงาน
ตามที่มีข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่า สหภาพฯจะนัดหยุดงานในช่วงเที่ยงของวันที่ 9-10 ต.ค.เพื่อเป็นการตอบโต้
ความรุนแรงของรัฐบาล ซึ่งเรื่องดังกล่าวขอยืนยันว่า ไม่ใช่มติของทางสหภาพฯ และการทำงานของพนักงานการ
ท่าเรือก็ยังคงให้บริการตามปกติ และจะไม่เคลื่อนไหวอะไรที่ขัดต่อกฎหมาย พร้อมทั้งยืนยันว่า แม้สหภาพฯการ
ท่าเรือจะเปิดประชุมใหญ่วิสามัญต่อเนื่อง แต่ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชนและผู้ประกอบการ
อย่างแน่นอน (08/10/51) |
กลุ่มผู้ค้าน้ำมัน
ปตท. บางจาก และเชลล์ ลดขายปลีกน้ำมัน
ดีเซล 60 สต./ลิตรพรุ่งนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปตท. บางจาก และเชลล์ ได้ประกาศปรับลด
ราคาขายปลีกน้ำมันดีเชล ลิตรละ60ส.ต./ลิตร โดยมีผลตั้งแต่วัน
พรุ่งนี้ (9 ต.ค) ตั้งแต่เวลา 05.00 น.เป็นต้นไป
ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นดังนี้
ดีเซล อยู่ที่ลิตรละ 28.14 บาทส่วนราคาขาย
ปลีกน้ำมันในกลุ่มเบนซินยังคงเดิม คือ เบนซิน 95 อยู่ที่ลิตรละ36.79
บาท , เบนซิน 91 อยู่ที่ลิตรละ 33.79 บาท , แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ลิตรละ
26.89 บาท และแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ลิตรละ 26.09 บาท (08/10/51) |
|
เอกชนหารือนายกฯ รับมือวิกฤต ศก.
|
ข้อเสนอของภาคเอกชน เพื่อเตรียมรับมือกับภาวะเศรษฐกิจโลก
ได้ถึงมือนายกรัฐมนตรีแล้ว
โดยวันนี้ ภาคเอกชน 3 สถาบัน ทั้งสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าไทย
และสมาคมธนาคารไทย ได้มีการประชุม
หารือกับนายกรัฐมนตรี เพื่อรับมือกับภาวะกับวิกฟตภาวะเศรษฐกิจโลกและผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองที่ภาค
เอกชนมีความเป็นห่วงความวุ่นวายทางการเมืองในขณะนี้
โดยนายสันติ วิลาศศักดานนท์ ประธานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่าภาพการปะทะกันระหว่าง
ตร.กับ
กลุ่มผู้ชุมุมไม่เป็นผลดีต่อประเทศและจะกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยว
การบริโภคในประเทศ และการเข้ามาลงทุน
ของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งในการพบปะกับนายกฯ ในวันนี้ทำให้ภาคเอกชนได้แสดงความกังวลและห่วงสถานการณ์
จะบานปลายและรุนแรงมากขึ้น
โดยได้ขอคำอธิบายจากรัฐบาลว่าจะดำเนินการยุติปัญหาอย่างไรที่จะไม่ให้มีผลกระทบรุนแรง
ซึ่งในส่วนของภาค
เอกชนเห็นว่าควรหาวิธีลดการปะทะลง โดยภาคเอกชนไม่ได้เสนอแนวทางการแก้ไข
เพราะเห็นเป็นหน้าที่ของ
รัฐบาลแต่ไม่เห็นด้วยที่จะประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน เพราะจะยิ่งทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นหนักขึ้นไปอีก
เตือนรัฐบาล
ดูให้รอบครอบ ส่วนจะเลือกทางออก โดยการยุบสภาแน่นอนก็จะทำให้เศรษฐกิจสะดุด
เพราะไม่มีรัฐบาลมา
ขับเคลื่อนนโยบาย อย่างไรก็ดีผลกระทบที่เกิดขึ้นจะยังเห็นผลชัดในปีนี้เท่าที่ประเมินน่าจะส่งผลกระทบในช่วง
ไตรมาส 1 ปีหน้า
สำหรับข้อเสนอของภาคเอกชนที่เสนอต่อรัฐบาลเพื่อรับมือภาวะเศรษฐกิจโลกมีทั้งหมด
7 ข้อ ประกอบด้วย 1.
สร้างกลไกลเฝ้าระวัง ผลกระทบจากวิกฤติการเงินโลก เพราะปีหน้าจะมีเงินทุนไหลกลับสหรัฐ
เพื่อนำไปพยุงฐานะ
ของบริษัทแม่ จึงมีโอกาสเกิดภาวะเงินฟืด หากไม่ระวังให้ดีอาจมีปัญหาเงินทุนตรึงตัว
ซึ่งก็จะทำให้ภาคเอกชนเข้า
ถึงแหล่งเงินทุนได้ยากขึ้น 2.ต้องการให้รัฐบาลตั้งกองทุนเพื่อนำไปใช้โรดโชว์เจาะตลาดส่งออกใหม่
ๆ และ
ทดแทนตลาดสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่ชะลอตัว
3.ให้รัฐบาลเร่งรัดการใช้งบปี 52 เพื่อนำมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
4.ส่งเสริมบทบาทความร่วมมือระหว่างภาค
รัฐและเอกชนผ่านกระบวนการ แนะคณะกรรมการภาครัฐและเอกชน หรือ
กรอ. เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 5.ส่งเสริม
ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี.ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกและให้นำสินทรัพย์เป็นหลักประกันเงินกู้ได้
6.แก้ไขปัญหา
ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 7.แก้ปัญหาอุปสรรคการใช้สิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีภายใต้กรอบความตกลง
หุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งในการหารือระหว่างนายกฯ กับภาคเอกชนมีหน่วยงานด้านเศรษฐกิจที่สำคัญเข้า
ร่วมหารือด้วย (08/10/51) |
|
สหภาพรถไฟยังไม่หยุดเดินรถ
|
สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟออกแถลงการณ์ประนาม
รัฐบาลและยืนยันพร้อมใช้มาตรการหยุดเดินรถหากได้รับการ
ร้องขอจากกลุ่มพันธมิตร
ผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟ
ทั่วประเทศที่มี นายเกรียงศักดิ์ แข่งขัน เป็นประธาน สหภาพสรุป
ว่าจะใช้มาตรการหยุดเดินรถเป็นมาตรการสุดท้าย เพราะต้องรอดูว่า
จะมีความรุนแรงเกิดขึ้นเพิ่มเติมหรือไม่ ที่สำคัญต้องให้กลุ่มพันธมิตร
หรือประชาชนเป็นผู้ร้องขอ
เพราะการหยุดเดินรถในช่วงที่ผ่านมาทำให้ประชาชนเดือดร้อน และขาดรายได้กว่า
100 ล้านบาท โดยการ
เคลื่อนไหวในขณะนี้เป็นเพียงการร่วมชุมนุมเฉพาะพนักงานที่ไม่ได้อยู่ในฝ่ายเดินรถ
ส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานซ่อม
ที่มักกะสัน ซึ่งขณะนี้ได้เข้าร่วมแล้วกว่า 100 คน จากทั้งหมดที่มี
1,000 คน โดยการเข้าร่วมจะเป็นไปด้วยความ
สมัครใจและในวันนี้ได้มีการออกแถลงการณ์ประนามรัฐบาลที่ใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมในกลุ่ม
พันธมิตรไปยังสาขาต่าง ๆ รวมทั้งสื่อมวลชนด้วย
โดยทางสหภาพจะมีการประเมินสถานการณ์ทุกวันว่ามีความรุนแรงเพิ่มขึ้นหรือไม่
และหากกลุ่มพันธมิตรร้องขอให้มี
การหยุดเดินรถ สหภาพก็จะหยุดเดินรถทั้งหมดพร้อมกันทั่วประเทศ
ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 300-400 ขบวน ส่วน
ไฟฟ้านั้น นายสมบัติ ศานติจารี ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ยืนยันว่าพนักงานของกฟผ.ทุกคนจะ
ไม่มีการดับไฟอย่างแน่นอน เพราะทุกคนรู้หน้าที่และวัฒนธรรมองค์กรที่สะสมมาตลอดให้พนักงานทุกคนมีหน้าที่
รับผิดชอบต่อสังคม
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารไม่ได้นิ่งนอนใจได้มีการออกบันทึกให้พนักงานทุกคนทำหน้าที่อย่างเคร่งครัด
พร้อม
ยืนยันว่าการเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรมีเพียงส่วนน้อย
และเป็นไปโดยสมัครใจขณะที่ผู้อำนวยการการท่าเรือ
แห่งประเทศไทย ยืนยันว่าท่าเรือกรุงเทพ หรือท่าเรือคลองเตยยังคงให้บริการขนถ่ายสินค้าตามปกติ
ทั้งนี้เพื่อ
ไม่ให้กระทบต่อภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศ (08/10/51) |
|
รมว.คลังชี้แจงสถานการณ์การเมืองกับฑูตต่างประเทศ
|
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมั่นใจพื้นฐานเศรษฐกิจไทย
ขณะนี้ยังรับมือเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และกระทบปัญหา
การเมืองในประเทศได้ พร้อมเดินสายชี้แจงฑูตต่างประเทศ
เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น
นายสุชาติ ธาดาธำรงค์เวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจง
สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้กับฑูตต่างประเทศสำคัญ ๆ อาทิ จีน
สหรัฐ อังกฤษ และกลุ่มประเทศอาเซี่ยน
โดยนายสุชาติได้พยายามชี้ให้เห็นไทยพยายามแยกภาวะเศรษฐกิจและการเมืองออกจากกัน
โดยย้ำเศรษฐกิจ
ไทยยังดีอยู่ ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นก็เกิดเฉพาะพื้นที่เท่านั้น
ซึ่งแม้การเมืองจะมีการเปลี่ยนแปลง
แต่ก็มั่นใจโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจจะยังเหมือนเดิม เพราะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอยู่
และในการชี้แจงรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงการคลังได้สอบถามฑูตประเทศต่าง ๆ เกี่ยวกับปฏิกริยาที่มีต่อไทย
ซึ่งก็พบว่าประเทศต่าง ๆ ยังไม่ได้ออกมาตรการเตือนประชาชนของตนยังส่งเสริมให้เข้ามาท่องเที่ยวและลงทุนใน
ไทยอยู่ ซึ่งแต่ละประเทศทราบดีถึงสถานการณ์การทางการเมืองของไทย
ขณะเดียวกันรัฐบาลก็เตรียมออก
มาตรการใหม่ ๆ มากระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งมาตรการเร่งด่วน คือ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ
โดยเฉพาะในไตรมาส 4
นี้ จะเร่งงบประชาชน หรือโครงการเอสเอ็มแอล. ก็สร้างความแข็งแกร่งให้ภาคชนบาท
รวมทั้งยังเดินหน้า 6 เดือน 6 มาตรการต่อไป
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่า ณ นาทีนี้ยังมั่นใจจะบริหารประเทศต่อไปได้
และเชื่อว่าแม้จะมีผลกระทบ
จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว บวกกับการเมืองในประเทศเศรษฐกิจจะผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้ไปได้
เนื่องจากภาคการ
เกษตรซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจใหญ่ยังดีอยู่ ส่วนกรณีที่ดัชนีตลาดหุ้นหลุดระดับ
500 จุด ก็เห็นว่าเป็นการปรับตัวลดลง
ตามตลาดโลก ซึ่งตลาดหลักทรัพย์มีมาตรการดูแลอยู่แล้ว แต่ในการลงทุนนักลงทุนแต่ละคนต้องดูแลความ
เสี่ยงด้วย (08/10/51) |
|
|