สมพงษ์ รับอาสาตัดสินใจเรื่องพาสปอร์ตแดงทักษิณ

รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ รับอาสาพิจารณาเรื่องการ
เพิกถอนหนังสือเดินทางฑูตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วย
ตัวเอง




นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึง
การที่รัฐบาลอังกฤษยกเลิกวีซ่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรว่าทาง
การกระทรวงคงไม่สอบถามเหตุผลในเรื่องนี้ เพราะเป็นสิทธิ์ที่ทาง
การอังกฤษสามารถทำได้




ส่วนเรื่องการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาดำเนินคดีนั้นกระทรวงต่างประเทศคงทำอะไรไม่ได้ในตอนนี้ เพราะ
ต้องรอทางอัยการสูงสุดให้ส่งเรื่องเข้ามาก่อน แต่ทางกระทรวงก็พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องการ
ติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าอยู่ที่ใด เชื่อว่าทางกระทรวงน่าจะหาตัวได้ แต่ในทางคดีนั้นขึ้นอยู่กับสำนวน, พยาน
หลักฐาน และการดำเนินการของฝ่ายอัยการ




สำหรับเรื่องพาสปอร์ตแดงของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น นายสมพงษ์เปิดเผยว่า ตนจะรับอาสาพิจารณาเรื่องนี้ร่วมกับคณะ
ทำงานในกระทรวงเอง แต่จะเพิกถอนหรือไม่นั้นคงต้องพิจารณาถึงเรื่องความเป็นธรรมด้วยเพราะการให้พาสปอร์ต
แดงเป็นการให้เกียรติอดีตผู้นำประเทศ และมีผลแค่การอำนวยความสะดวกในการเดินทางเท่านั้น และการเพิกถอน
หรือไม่เพิกถอนคงไม่มีผลอะไรมาก เพราะยังมีหนังสือเดินทางประเภทอื่นมาเกี่ยวข้อง และการเดินทางไปประเทศ
ใดขึ้นอยู่กับวีซ่าเป็นสำคัญ เพราะการเดินทางจะไปประเทศใดนั้นวีซ่าสำคัญกว่าพาสปอร์ตแดง หากประเทศปลาย
ทางไม่ออกวีซ่าให้ก็ไปไม่ได้เหมือนอย่างกรณีของประเทศอังกฤษที่แม้มีพาสปอร์ตแดงก็เดินทางไปไม่ได้ อย่าง-
ไรก็ตามนายสมพงษ์เห็นว่าเรื่องที่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น อยากให้สื่อมาถามตนอย่าไปถามคนอื่น โดยเฉพาะ
ข้าราชการเพราะหากไปถามอาจติดปัญหาเรื่องประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ที่เกี่ยวกับการละเว้นการปฏิบัติ
หน้าที่ หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (10/11/51)





อัยการประสาน ตร ค้นหาตัวทักษิณ

อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ ประสานตำรวจค้นหาที่อยู่
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก่อนหาช่องทางนำตัว
มาดำเนินคดีในไทย



นายศิริศักดิ์ ติยะพรรณ อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ กล่าวถึงการ
นำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาดำเนินคดี
ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ว่า ยังไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณพำนักอยู่
ที่ไหน และหาก พ.ต.ท.ทักษิณ ตัดสินใจใช้ประเทศจีนเป็นที่อยู่
ชั่วคราว ก็ต้องดูสนธิสัญญาระหว่างไทยกับจีน ซึ่งอาจมีรายละเอียด
ที่แตกต่างจากประเทศอังกฤษ สำหรับขั้นตอนการจัดทำเอกสารมี
2 ส่วน คือ เอกสารที่ต้องใช้ ไม่ว่าขอจากประเทศใด และเอกสารที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามประเทศนั้นๆ ในส่วน
ที่อัยการทำอยู่ คือส่วนที่ไม่เปลี่ยนแปลง เช่น คำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว แต่หากมีการอุทธรณ์ ซึ่งจะครบ 30 วัน
ในวันที่ 19 หรือ 20 พ.ย.นี้ ก็ต้องรอคำพิพากษาให้ถึงที่สุด แต่หากไม่อุทธรณ์ หรือ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่รับอุทธรณ์ ประเด็นคำพิพากษาก็ยุติไป ส่วนเอกสารที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตาม
ประเทศ ก็ดูความชัดเจนว่า อยู่ประเทศไหน และมีสนธิสัญญาระหว่างกันหรือไม่ ซึ่งหากเป็นประเทศที่ไม่มีสนธิ
สัญญาระหว่างกันก็สามารถทำเรื่องขอตัวไปได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับประเทศนั้นจะพิจารณา และต่างตอบแทนกันภายหลัง



อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ กล่าวอีกว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณไม่ยื่นอุทธรณ์ ภายในกำหนด 30 วัน ก็ต้องดูว่าอยู่
ประเทศไหน แต่ถึงไม่ทราบที่อยู่ กระบวนการก็ไม่หยุด โดยต้องประสานให้ตำรวจ รีบค้นหาข้อมูลและแจ้งให้ทราบ (10/11/51)






สว.เรืองไกรยื่น ปปช.สอบรมต. รัฐบาลสมัครไม่ยื่นแสดงหนี้บัตรเครดิต

สว.เรืองไกร ยื่น ปปช.สอบรัฐมนตรีในรัฐบาลนายสมัคร
สุนทรเวช เป็นนายกฯไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการหนี้บัตรเครดิต
พุ่งเป้านายกฯสมชาย ในฐานะอดีต รมว.ศึกษาแจ้งยอดหนี้
ไว้ไม่ตรงกับเมื่อครั้งรับตำแหน่ง สส.





นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สว.สรรหา ได้เข้ายื่นหนังสือถึง ประธาน
กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช.เพื่อ
ขอให้ตรวจสอบ รัฐมนตรีที่ไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการหนี้บัตรเครดิต
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 250 วรรคหนึ่ง (4) ที่กำหนดให้ ปปช. ตรวจ
สอบความถูกต้องและความมีอยู่จริง ของทรัพย์สินและหนี้สินของรัฐมนตรีที่เข้ารับตำแหน่งในคณะรัฐบาลชุดนาย
สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีรัฐมนตรีจำนวน 12 คนยื่นรายการเกี่ยวกับหนี้บัตรเครดิต ไม่ตรงกับ
บัญทรัพย์สินที่ยื่นไว้ในฐานะ สส.เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551รวมทั้งบางรายไม่พบการแจ้งหนี้บัตรเครดิตไว้ในแบบ
แสดงรายการทรัพย์สินในฐานะ สส.ด้วย อาทิ



นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้ยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 22
มกราคม 2551 เป็นเงิน 101,005.08 บาท และยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระ-
ทรวงศึกษาธิการเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นเงิน 78,795.60 บาท



นายสันติ พร้อมพัฒน์ ได้ยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 22
มกราคม 2551 เป็นเงิน 87,782.20 บาท และยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระ-
ทรวงคมนาคมเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นเงิน 279,237.02 บาท



นายทรงศักดิ์ ทองศรี ได้แจ้งหนี้ที่เข้าใจว่าเป็นหนี้บัตรเครดิต(หมายเลขบัญชีเป็นตัวเลข 16 หลัก) ไว้ด้วยยอดเงิน
ที่มีจำนวนเท่ากัน โดยได้ยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 22
มกราคม 2551 เป็นเงิน 77,237.11 บาท และยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ
กระทรวงคมนาคมเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นเงิน 77,237.11 บาท



นายสุพล ฟองงาม ได้ยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 22
มกราคม 2551 โดยไม่พบการแจ้งหนี้บัตรเครดิตในแบบ แต่ได้ยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่ง
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นเงิน 18,027.06 บาท



นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ได้ยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 22
มกราคม 2551 โดยไม่พบการแจ้งหนี้บัตรเครดิตในแบบ แต่ได้ยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่ง
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2551 เป็นเงิน 33,583.00 บาท




นอกจากนี้ ยังมีรัฐมนตรีอีกจำนวน 32 คนที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งแสดงรายการในส่วนเงิน
เบิกเกินบัญชี ที่ตามความหมายให้รวมถึงหนี้บัตรเครดิตด้วย แต่ได้แจ้งไว้ในแบบว่าไม่มีหนี้สินที่ต้องแสดง หรือไม่
แสดงรายการไว้พร้อมลงนามรับรอง ดังนั้นตนจึงขอให้ ปปช.ดำเนินการตรวจสอบด้วยการเรียกเอกสารหรือข้อมูล
ทางด้านการใช้บัตรเครดิตจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ในช่วงระยะเวลาที่รัฐมนตรี เข้ารับตำแหน่ง รวมทั้งข้อมูลทางด้านการใช้บัตรเครดิตที่แสดงถึงหนี้จากบัตรเครดิตของคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วย
เพื่อตรวจสอบว่ารัฐมนตรีผู้ใดมีหนี้บัตรเครดิตบ้าง และหากมีรัฐมนตรีผู้ใด(รวมคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติ
ภาวะ) ที่ไม่ได้ยื่นหนี้บัตรเครดิตไว้ให้ถูกต้องตามแบบแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ ป.ป.ช. กำหนด ซึ่ง
จะถือได้ว่ามีพฤติการณ์จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการหนี้สินและเอกสารประกอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 263 ที่
ต้องส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยต่อไป (10/11/51)






โฆษก มล.ปนัดดาระบุว่า ปปช.ควรใส่ใจความยุติความขัดแย้ง

กระทรวงมหาดไทยย้ำว่าทุกวันนี้ประชาชนยังคงสับสนกับคำว่าระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง พร้อม
ย้ำทุกฝ่ายควรยุติความขัดแย้งเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์





มล.ปนัดดา ดิศกุล ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง ก.มหาดไทย และโฆษก ก.มหาดไทย กล่าวตอนหนึ่งในการบรรยาย
พิเศษโครงการเสริมสร้างความสามัคคีเพื่อความมั่นคงของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
หรือ กอ.รมน.ตอนหนึ่งว่า การเมืองการปกครองไทยในทุกยุคทุกสมัยมุ่งความเป็นรัฐเดี่ยว ซึ่งข้าราชการทุกภาค
ส่วนจะต้องยึดหัวใจสำคัญทางการปกครอง คือการถวายพระเกียรติยศ และความจงรักภักดีสูงสุดต่อพระมหา-
กษัตริย์ ไม่อย่างนั้นจะเกิดความบกพร่องในการบริหาร จนนำไปสู่เหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งนี้ มล.ปนัดดา กล่าวกับ
ทีมข่าวช่อง 3 ถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในบ้านเมืองขณะนี้ว่า อยากให้เกิดความสามัคคีในบ้านเมือง และช่วย
กันหาทางออก ซึ่งทางออกนี้ก็เพื่อประโยชน์สุขของคนในชาติ คนไทยทุกคนมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อ
ถวายล้นเกล้า 2 พระองค์ ดังนั้นเราในฐานะคนไทยมีหน้าที่ในความร่วมมือเพื่อสร้างความสงบสุขในชาติให้เกิดขึ้น
โดยเชื่อว่าประเทศไทยจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยถือเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่
สามารถธำรงค์ความภาคภูมิใจได้โดยที่ไม่ถูกทำลายเอกราช แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นการทำร้ายตนเองของคน
ในชาติ ดังนั้นเราต้องช่วยกันให้ผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้





ส่วนแนวคิดขององค์กรสื่อที่จับมือกับสถานบันวิชาการ ด้วยการหาทางออกด้วยการเสวนายุติความรุนแรงนั้น มล.
ปนัดดามองว่าเป็นทางออกที่ดี แต่การเสวนาจะบรรลุได้ทุกฝ่ายต้องมีความจริงใจ เปิดใจพูดคุยกัน และเลิกคิด
ในหนทางที่ไม่ดีเพื่อบ้านเมือง อย่างไรก็ตามเห็นว่าทุกวันนี้คนไทยยังสับสน และไม่มีความชัดเจนในเรื่องระบอบ
ประชาธิปไตย ระบบรัฐสภาไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นคนไทยจะต้องเข้าใจในเจตนาของการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (10/11/51)





ชัย อ้างฝันยังไม่มีการเสนอแก้ไข รธน.291สมัยประชุมนี้

ประธานรัฐสภา อ้างฝันยังไม่มีเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา
291 ในสมัยประชุมนี้ ระบุได้นัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา
วันที่ 24 พ.ย.แต่ไม่มีวาระแก้ รธน.



นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ได้มีการเชิญ
ประธานวิปรัฐบาลและวิปจากพรรคร่วมรัฐบาลมาหารืออย่างที่มี
กระแสข่าวแต่อย่างใด เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มีเสนอญัตติเกี่ยว-
กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เข้าสู่ที่ประชุมแต่อย่างใด
แต่หากเสนอมาก็ต้องดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดก่อน ซึ่ง
ต้องใช้เวลาประมาณ 7 วัน ดังนั้นจึงยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเสนอ
เข้าสู่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้ทันในสมัยประชุมนี้ ที่จะปิดสมัยประชุมในวันที่ 28 พ.ย.นี้ได้ทันหรือไม่ แต่
โดยส่วนตัวฝันว่า คงไม่มีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาแน่นอน




อย่างไรก็ตาม หากมีการชุมนุมกันที่ด้านหน้ารัฐสภา ในระหว่างที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ได้เตรียมการไว้แล้ว
โดยจะใช้วิธีการเลื่อนการประชุมออกไปคราวหน้าแทน ซึ่งยังบอกอะไรไม่ได้ เพราะยังไม่เห็นเรื่องดังกล่าว แต่
ทั้งนี้ก็ได้นัดประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันที่ 24 พ.ย.นี้ เพื่อพิจารณาเรื่องที่คณะรัฐมนตรีเสนอมาเกี่ยวกับข้อ-
ตกลงไทย-เกาหลี เพียงเรื่องเดียว (10/11/51)





วิปพรรคร่วมค้านแก้ รธน.291

วิปพรรคร่วมรัฐบาล จากพรรคมัชฌิมาธิปไตยค้านเสนอแก้รัฐธรรมนูญ 291 ระบุอยากให้ชะลอออกไป
ก่อนหวั่นเพิ่มความขัดแย้ง แนะ สส.ควรมุ่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนประชาชนก่อน และเปิดให้ฝ่ายค้าน
และกลุ่มพันธมิตรฯร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย




นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ วิปพรรคร่วมรัฐบาลจากพรรคมัชฌิมาธิปไตย ยังคงยืนยันที่จะเสนอให้วิปรัฐบาลชะลอ
การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ออกไปก่อน ยังไม่ควรเสนอเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาในสัปดาห์หน้า เพราะ
หากยังดึงดันต่อไป อาจเป็นการสร้างความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น เพราะในช่วงที่ผ่านมามีแต่ข่าว สส.และ สว.ทะเลาะ
กัน รวมทั้งข่าวของ พ.ตท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าอยู่ที่ไหน หรือหายไปไหน ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ และตนไม่อยากเห็นเช่นนั้น ควรหันหน้ามาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนก่อนจะดีกว่า โดยเฉพาะ
ปัญหาน้ำท่วม ขณะเดียวกันก็อยากให้ สสร.3ที่จะตั้งขึ้นมีทุกฝ่ายมาร่วมแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะฝ่ายค้าน
และกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะหากมีแต่ฝ่ายรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวปัญหาความขัดแย้งก็ยังมีต่อไป




นายเกียรติกร ยังกล่าวด้วยว่า แม้พรรคมัชฌิมาธิปไตยจะมีมติสนันสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291
ซึ่งในฐานะ สส.ก็ต้องปฏิบัติตามมติพรรค แต่พรรคคงไม่สามารถห้ามไม่ให้ สส.แสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งจาก
ที่ได้พูดคุยกับเพื่อน สส.หลายคน เห็นว่าหากมีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ก็อาจจะใช้วิธี
ไม่เข้าร่วมประชุม เพื่อให้องค์ประชุมไม่ครบก็ได้




อย่างไรก็ตามหลังมีกระแสข่าว สส.พรรคร่วมรัฐบาลคัดค้านการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่า นายชัย ชิดชอบ
ประธานรัฐสภา ได้เชิญนายวิทยา บูรณศิริ ประธานวิปรัฐบาล และนายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ วิปจากพรรค
มัชฌิมาธิปไตยมาหารือเป็นการภายในวันนี้ด้วย โดยล่าสุดนายชัย ระบุว่า ยังไม่มีการเสนอญัตติเพื่อแก้ไขรัฐ-
ธรรมนูญเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาแต่อย่างใด แต่หากเสนอญัตติเข้ามาก็คงต้องดำเนินการตามระเบียบขั้นตอน เพราะ
ไม่สามารถทำผิดขั้นตอนของรัฐธรรมนูญได้ (10/11/51)





ประชุมเจบีซี.ถกยุติความขัดแย้งวันนี้

ประธานเจบีซี.ฝ่ายไทยบินถกเรื่องประสาทเขาพระวิหาร และการปรับกำลังทหารกับฝ่ายกัมพูชาที่
เสียมราฐ แล้วเมื่อเช้า จะทำให้สถานการณ์ชายแดนคลายความตึงเครียดลงได้ พร้อมวอนประชาชน
ให้กำลังเจ้าหน้าที่ที่ต้องทำงานภายใต้แรงกดดัน




เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายวศิน ธีรเวชญาณ ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ฝ่ายไทย (เจบีซี.)
พร้อมด้วย นายวีระชัย พลาศรัย อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ, พลโทนิพัทธ์
ทองเล็ก เจ้ากรมกิจการชายแดน, พลเรือโท นคร ทนุวงษ์ เจ้ากรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ และ พลตรี นพดล
โชติศิริ รองเจ้ากรมแผนที่ทหาร ได้เป็นตัวแทนฝ่ายไทยเดินทางไปร่วมประชุมเจบีซี. ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศ
กัมพูชา ซึ่งเป็นการเจรจาในระดับเจบีซี.ครั้งแรกของรัฐบาลชุดนี้ หลังจากที่ได้เห็นชอบร่วมกับฝ่ายกัมพูชาว่าจะ
ฟื้นการประชุมเจบีซี.ขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อเจรจาข้อพิพาทตามแนวชายแดน




ทั้งนี้นายวศิน เปิดเผยก่อนเดินทางว่า วันนี้จะไปเจรจาในกรอบกว้าง ๆ เพื่อตกลงกันว่าจะใช้เวทีนี้พูดคุยกันเรื่อง
อะไรบ้าง และกระบวนการทำงานที่จะเกิดขึ้นร่วมกันหลังการเจรจาแต่ก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะสามารถไปได้ไกล
ถึงเรื่องพื้นที่ทับซ้อน, ความแตกต่างของแผนที่ และกำลังทหารหรือไม่ อย่างไรก็ตามประเด็นหลักที่ฝ่ายไทย
ตั้งใจหยิบยกขึ้นมาพูด คือเรื่องปราสาทพระวิหาร และหลักการในเรื่องการปรับกำลังทหารโดยรอบ ซึ่งก็เชื่อว่า
การเจรจาครั้งนี้อาจยังไม่มีความคืบหน้าอะไรมาก เพราะเป็นการเจรจาครั้งแรก แต่ก็หวังว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะสามารถพูด
คุยกันได้อย่างฉันท์มิตร และคงจะขอร้องกันว่าหากมีปัญหาข้อพิพาทเกิดขึ้นก็ให้มาพูดกันบนโต๊ะเจรจา หากทุก-
อย่างราบรื่นการเจรจาครั้งนี้ก็จะสามารถช่วยให้สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาคลายความตึงเครียด
ได้บ้าง




ทั้งนี้นายวศินได้ฝากถึงคนไทยว่า เรื่องปัญหาเขตแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องระมัดระวังและต้องใช้ความ
รอบครอบในการเจรจา คงไม่สามารถหาข้อยุติได้ภายในการประชุมครั้งแรก เรื่องนี้ต้องใช้เวลา เพราะแต่ละ
ประเทศก็ต้องปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของประเทศของตน จึงอยากให้คนไทยเข้าใจและให้กำลังเจ้าหน้าที่
ที่ไปทำงาน เพราะต้องทำงานภายใต้แรงกดดันจากหลายฝ่ายทั้งภายในและภายนอก แต่ในฐานะหัวหน้าคณะ
เจรจาขอยืนยันว่าทุกคนตั้งใจทำงานเต็มที่ และจะทำให้สุดความสามารถเพื่อประเทศชาติและประชาชน (10/11/51)





นายกฯ วอนพันธมิตรเปิดถนนเพื่อร่วมถวายความอาลัย

นายกรัฐมนตรี วอนกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตร เปิดถนนราช
ดำเนินเพื่อร่วมถวายความอาลัยสมเด็จพระพี่นางเธอ
เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
เป็นครั้งสุดท้าย ให้พักความแตกแยกไว้ก่อน




นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
กลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการรัฐบาลของประชาชนทางสถานี
โทรทัศน์เอ็นบีที. ร่วมกับนายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรม
ศิลปากร เกี่ยวกับหมายกำหนดการพระราชพิธีพระราชทานเพลิง
พระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ว่าพระราชพิธีจะมีขึ้นตั้งแต่
วันที่ 14 จนถึง 19 พฤศจิกายนนี้ โดยในวันที่ 14-19 พฤศจิกายนนี้ ดังนั้นจึงขอเชิญชวนประชาชนชาวไทย ร่วม
แต่งกายไว้ทุกข์ เพื่อถวายความจงรักภักดี โดยสวมใส่ชุดดำ เป็นเวลา 3 วัน ในวันที่ 14-16 พฤศจิกายนนี้ ส่วน
ประชาชนที่ต้องการจะร่วมถวายดอกไม้จันทร์ จะเปิดให้ประชาชนร่วมถวายได้ตั้งแต่เวลา 15 นาฬิกาของวันที่ 15
พฤศจิกายน โดยกรุงเทพมหานครได้จัดซุ้มถวายดอกไม้จันทร์ไว้ทั้งหมด 8 ซุ้ม และในจุดต่างๆ ทั่ว กทม.อีก 46
ซุ้ม เพื่อให้ประชาชนที่ไม่สะดวกที่จะเดินทางมาบริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ได้ร่วมถวายดอกไม้จันทร์ได้
อย่างพร้อมเพรียงกัน ส่วนในต่างจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ จะเป็นผู้จัดหาสถานที่ เพื่อถวายดอกไม้
จันทร์ครบทั้ง 76 จังหวัดและทุกอำเภอ นอกจากนี้ผู้ที่มาร่วมถวายดอกไม้จันทร์ จะได้รับของที่ระลึกเป็นแผ่นพับ
พระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราช-
นครินทร์ ซึ่งรัฐบาลได้จัดทำไว้ฉบับภาษาไทยจำนวน 400,000 ฉบับ และฉบับภาษาอังกฤษจำนวน 200,000
ฉบับ ขณะเดียวกันก็จะได้รับบัตรสำหรับมาขอรับ ดีวีดี.พระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจได้อีกด้วย ทั้งนี้
รัฐบาลยังได้มาการจัดทำของที่ระลึกเป็นเหรียญของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวง
นราธิวาสราชนครินทร์ มาจัดจำหน่ายในราคาเหรียญละ 150 บาท โดยสามารถสั่งซื้อได้ที่สำนักงานปลัดสำนัก
นายกรัฐมนตรี ปั้มน้ำมัน ปตท.ทุกแห่ง ร้าน บีทูเอส.ทุกสาขา รวมทั้งสายรัดข้อมือสีฟ้า เพื่อเป็นการระลึกถึงพระ-
มหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อปวงชนชาวไทย



นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการซ้อมพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ในช่วงที่ผ่านมาด้วยว่า รู้สึกตื่นเต้นที่มี
โอกาสได้เข้าร่วมในพระราชพิธีดังกล่าว เช่นเดียวกับพสกนิกรที่เข้ามาร่วมชมริ้วขบวนพระราชอิสริยยศ ซึ่งถือ
เป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน และถือเป็นความภาคภูมิใจ




นายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่า สำหรับเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินเป็๋นเรื่องของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งมี่ผู้บัญชา-
การตำรวจแห่งชาติ ในฐานะฝ่ายการจราจร เป็นผู้ดูแลเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและให้สมพระเกียรติ โดยเส้นทาง
เสด็จได้กำหนดไว้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินจากลานพระราชวัง
ดุสิต ผ่านไปยังถนนราชดำเนิน จึงถึงมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ดังนั้นจึงอยากให้พี่น้องประชาชนทุกคนร่วมถวาย
ความจงรักภักดี โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ขอวอนให้เปิดเส้นทางเสด็จ อย่าให้เกิด
การสะดุด ไม่คล่องตัว ทั้งนี้เพื่อเป็นถวายความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน โดยให้พักในเรื่องของความแตกแยก
ไว้ก่อน แล้วมาร่วมกันทำงานตรงนี้ให้ลุล่วงจึงค่อยกลับมาขัดแย้งกันใหม่ก็ได้ (09/11/51)






นายกฯ ปัดไปฟิลิปปินส์พบทักษิณ

นายกรัฐมนตรี ระบุการเดินทางไปเยือนฟิลิปปินส์เป็นกำหนด
การเดิม ไม่เกี่ยวกับพันตำรวจโททักษิณ และก็ไม่ได้นัดพบ
กันแต่อย่างใด



นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
การคลัง กล่าวถึงการเดินทางไปเยือนฟิลิปปินส์ อย่างเป็นทางการ
ในสัปดาห์หน้าว่า เป็นกำหนดการเดิมที่ได้มีการพูดคุยไว้กับผู้นำ
ประเทศต่างๆ ในกลุ่มประเทศอาเซี่ยน 10 ประเทศ ซึ่งในช่วงเวลา
ดังกล่าวเป็นช่วงที่ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ว่าจากภารกิจ จึงเดินทาง
ไปเยือนโดยไม่เกี่ยวกับกรณีที่พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีต
นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปประเทศฟิลิปปินส์แต่อย่างใด เพราะไม่ได้มีการนัดพบปะกัน




นายกรัฐมนตรียังย้ำด้วยว่า กรณีที่รัฐบาลอังกฤษยกเลิกวีซ่าของพันตำรวจโททักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร
นั้น ได้พูดไป 2 ครั้งแล้วว่าไม่เกี่ยวกับรัฐบาลไทย เป็นเรื่องของรัฐบาลอังกฤษ จึงไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้ ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีของพาสปอร์ตเล่มแดง นายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะตอบคำถามในเรื่องนี้ (09/11/51)





ปชป.เรียกร้องเริ่มต้นสานเสวนาก่อนเริ่มงานราชพิธี

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์เชิญชวนพสกนิกรทุกหมู่เหล่าร่วม
ไว้ทุกข์ในงานพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้า-
พี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราช
นครินทร์ พร้อมเรียกร้องให้เริ่มต้นกระบวนการสานเสวนา
เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นหลังเสร็จงานพระราชพิธี




นายแพทย์บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า
พรรคประชาธิปัตย์พร้อมสนับสนุนการจัดพระราชพิธีพระราชทาน
เพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรม-
หลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยเชิญชวนประชาชนเริ่มไว้ทุกข์ถวายเป้นพระราชกุศล ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศกายนนี้
ขณะเดียวกันก็ขอเรียกร้องทุกฝ่าย ให้ร่วมกันปลดเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง ด้วยการเริ่มต้นเดินหน้า
กระบวนสานเสวนา เพื่อป้องเหตุความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้น หลังเสร็จสิ้นงานพระราชพิธี ซึ่งรัฐบาลและพันธมิตรฯ
ต้องยุติการสร้างเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง ขณะเดียวกันทางกลุ่มบ้านที่ 111 และกลุ่มนปช. ควรหลีก
เลี่ยงการเคลื่อนไหวสุ่มเสี่ยงต่อการหมิ่นสถาบัน และหยุดนำกองทัพและพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเกี่ยวข้องกับ
ความขัดแย้ง




โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ยังเรียกร้องไปยังพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้แสดงความชัดเจน
กับประชาชน หลังอังกฤษเพิกถอนวีซ่าเข้าประเทศว่าจะตัดสินหนีคดีหรือกลับมาต่อสู้คดีในประเทศ เพราะยังเหลือ
เวลา 1 สัปดาห์ที่จะขออุทรณ์คดี อีกทั้งระหว่างการตัดสินใจไม่ควรที่จะแสดงความเห็นที่ส่งผลกระทบในทาง
เสียหายต่อประเทศ(09/11/51)





สักบอก พ.ต.ท.ทักษิณคนแรกที่ไม่ยอมรับคำตัดสินศาล

สัก กอแสงเรือง บอก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนแรกที่ไม่ยอม
รับคำพิพากษาของศาล ยันกระบวนการยุติธรรมของไทยได้
รับมาตรฐานสากล



นายสัก กอแสงเรือง อดีต คตส. พูดเรื่องนี้ในการบรรยายพิเศษเรื่อง
การใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมแก้ไขปัญหาบ้านเมืองใน
งานแถลงเปิดตัวเครือข่ายปัญญาสยาม




โดยนายสักพูดตอนหนึ่งว่าจากประสบการการเป็นทนายความและคล้ำวอดอยู่ในวงการกฎหมายกว่า 40 ปี ยืนยัน
ได้ว่ากฎหมายไทยมีมาตรฐานสากล กระบวนการยุติธรรมของไทยมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับทั้งคนไทยและชาว
ต่างชาติ และตลอดเวลาที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมของไทยได้สร้างความเชื่อมั่นและให้ความเป็นธรรมกับ
คนไทยมาทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะอยู่ในยุคปฏิวัติรัฐประหาร หรือในยุคประชาธิปไตยจะมีก็แต่ในช่วงเร็ว ๆ นี้เท่านั้น
ที่ไม่มีการยอมรับในคำตัดสินของศาล




นายสักบอกว่า ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นใคร ระดับไหนมาก่อน เมื่อถูกศาลพิพากษาตัดสินทุกคนก็ยอมรับหมด ไม่มี
ใครออกมาแถลงปฏิเสธ โดยนายสักได้ยกตัวอย่างกรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรในสมัย จอมพลสฤษดิ์
ธนะรัชต์ ถูกศาลตัดสินจำคุกในข้อหาทุจริตป่าไม้ หรือคดีที่ผ่านมา ทั้งในส่วนของ กกต. ปปช. หรือแม้แต่รัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อถูกกรณีคำพิพากษาของศาลทุกคนก็ยอมรับคำตัดสินกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นครั้งแรกเมื่อถูกคำพิพากษาของศาลแล้วมีการแถลงปฏิเสธไม่ยอมรับคำตัดสิน




โดยเฉพาะการโฟนอินเข้ามาเวทีชุมนุมที่ประเทศไทย กล่าวหาว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยถูกขับเคลื่อนด้วยการ
เมือง กระบวนการยุติธรรมทั้งหมดยุติความเป็นธรรม ซึ่งหากเป็นจริงตามที่ พ.ต.ท.ทักษิณบอก ก็ต้องถือว่าประเทศ
ไทยเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างแน่นอน นายสักบอกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณมีโอกาสในการต่อสู้คดี
มาโดยตลอด และผู้ที่เกี่ยวข้องก็ทำตามกฎหมายที่มีอยู่ไม่มีการเขียนกฎหมายใหม่ หรือสร้างศาลใหม่




ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จึงมีโอกาสต่อสู้ตามกระบวนการกฎหมายและยุติธรรมในทุกขั้นตอนแล้ว ซึ่งในกรณีของการ
ไม่ยอมรับคำพิพากษาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยการปฏิเสธว่าไม่ได้ทำความผิดก็ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการ
ยุติธรรมของไทยจะผิด เพราะศาลทำหน้าที่เป็นผู้ชี้กรรมเท่านั้น และมองว่า 3 อำนาจที่มีอยู่ในประเทศไทย ทั้ง
อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ถือได้ว่าศาลทำหน้าที่แก้ปัญหาให้บ้านเมืองให้ดีที่สุด และได้รับการยอมรับ
มากที่สุด (08/11/51)





กต.รับอังกฤษยกเลิกวีซ่า พ.ต.ท.ทักษิณ–คุณหญิงพจมานจริง

ก.ต่างประเทศ ยอมรับ ทางการอังกฤษได้ยกเลิกวีซ่า พ.ต.ท.ทักษิณ และ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร จริง




รายงานข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่า ทางกระทรวงได้ประสานขอข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องดังกล่าวไปยัง
ทางการอังกฤษ ซึ่งก็ได้รับทราบเป็นการภายในว่า ทางการอังกฤษ (สนง.ตรวจคนเข้าเมือง) ได้ดำเนินการยกเลิก
วีซ่าของบุคคลทั้ง 2 จริง โดยไม่มีการให้เหตุผลใด ๆ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล และ เป็นอำนาจของทาง
การอังกฤษที่จะอนุมัติ หรือ ยกเลิกวีซ่าบุคคลใดก็ได้




ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ และ คุณหญิงพจมานมีสิทธิที่จะทำเรื่องขอวีซ่าใหม่ได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับทางการอังกฤษว่า จะอนุมัติหรือไม่ ส่วนเรื่องหนังสือเดินทางทูต (พาสปอร์ตแดง) ของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ทางทำเนียบฯได้ส่งเรื่อง
มาให้กระทรวงการต่างประเทศแล้ว ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการตัดสินใจของฝ่ายการเมือง ซึ่งเป็นระดับ
(08/11/51)





พงษ์เทพปัดไม่ทราบอังกฤษถอนวีซ่า พ.ต.ท.ทักษิณ

เลขานุการส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ปัดไม่ทราบ
อังกฤษถอนวีซ่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ




นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา เลขานุการส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธไม่ทราบรายละเอียดกรณีที่สถาน
เอกอัครราชฑูตอังกฤษประจำประเทศไทย ทำหนังสือถึงสายการบิน
ต่าง ๆ เพื่องดให้บริการนำพ.ต.ท.ทักษิณเเละคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา เดินทางเข้าประเทศอังกฤษ




ภายหลังที่มีข่าวว่าสถานทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย ได้ขอยกเลิกวีซ่าเข้าประเทศอังกฤษของ พ.ต.ท.ทักษิณ
และคุณหญิงพจมาน เนื่องจากยังไม่สามารถตรวจสอบได้เพราะเป็นวันหยุด อีกทั้งไม่ได้ติดต่อกับ พ.ต.ท.ทักษิณ
ในระยะนี้ ทั้งนี้โดยส่วนตัวยังไม่เชื่อว่าข่าวที่เกิดขึ้นจะเป็นความจริง และหากเป็นเรื่องจริงก็น่าจะเป็นการทำตาม
ระเบียบกฏหมายตามปกติ ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณน่าจะชี้แจงได้




อย่างไรก็ตามขณะนี้ไม่ทราบว่าตอนนี้พ.ต.ท.ทักษิณพำนักอยู่ที่ใด แต่ทราบเพียงว่าเมื่อวันที่1 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีการโฟนอินผ่านรายการความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 2 นั้น พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ที่ประเทศฮ่องกง (08/11/51)






กกต.ยันแก้ คปค.27..111 ทรท.ไม่พ้นผิด

กรรมการการเลือกตั้งย้ำ แม้มีการยกเลิกประกาศ คปค.
ฉบับที่ 27 ก็ไม่สามารถทำให้อดีตกรรมการบริหารพรรค
ไทยรักไทย 111 คนพ้นผิดได้



นายประพันธ์ นัยโกวิทย์ กรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่พรรค
พลังประชาชนจะขอให้ยกเลิกประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 เพื่อให้
กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คน กลับไปมีสิทธิ์ในการ
เลือกตั้งเช่นเดิมว่า ส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ จึงไม่ขอแสดง
ความคิดเห็น




แต่เห็นว่าหากจะมีการดำเนินการอะไร ขอให้คิดถึงความเหมาะสมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรยากาศทางการเมือง
ในขณะนี้ไม่เอื้อให้มีการแก้ไขกฎหมาย ไม่ว่าจะกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าเวลาที่เหมาะสม ควรจะให้ผ่าน
วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปก่อน




อย่างไรก็ตามนายประพันธ์ บอกว่าแม้จะมีการยกเลิกประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 ก็ไม่มีผลทำให้คณะกรรมการบริหาร
พรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คนกลับมามีสิทธิ์เลือกตั้งได้ เพราะความผิดมีผลในคำพิพากษาอยู่แล้ว เว้นแต่จะมีการ
ออกกฎหมายนิรโทษกรรมเท่านั้น ส่วนการยื่นให้ตรวจสอบ 40 สว.นายประพันธ์บอกว่า ขณะนี้ยังไม่มีการส่งเรื่องมา แต่หากได้รับเรื่องแล้วก็จะนำเข้าที่ประชุมอีกครั้ง ว่าจะต้องตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาหรือไม่ ส่วนคดีการ
ถือหุ้นในบริษัทล็อกอินโฟ ของนายกรัฐมนตรีนั้น นายประพันธ์บอกว่า ภายในสิ้นเดือนนี้น่าจะทราบผลที่ชัดเจน โดยในคดีนี้นายกอาจจะมาชี้แจงข้อกล่าวหาด้วยตัวเอง หรือทำเป็นหนังสือมาก็ได้




ก่อนหน้านี้นายประพันธ์ได้มอบนโยบายแก่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง และผู้อำนวยการประจำหน่วยเลือกตั้ง ในการเลือกตั้ง สก.เขตดินแดงแทนตำแหน่งที่ว่างลง ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ โดยนายประพันธ์บอกว่า ขณะนี้เจ้าหน้า-ที่ได้เตรียมความพร้อมไว้แล้วในทุกๆ ด้าน ซึ่งได้ย้ำให้เจ้าหน้าที่ตระหนักว่า ในวันพรุ่งนี้เป็นการเลือกตั้งท้องถิ่น จะใช้กฎหมายคนละฉบับกับการเลือกตั้ง สส. ที่อาจจะเกิดความสับสนได้ โดยเฉพาะในการนับคะแนนที่จะต้องนำ
มานับรวมกัน ที่ศูนย์กีฬาเวสน์ ไม่ใช่ที่หน่วยเลือกตั้งเหมือนกับการเลือกตั้ง สส. พร้อมกับเชิญชวนประชาชนเขต
ดินแดงให้ออกมาใช้สิทธิ์ในวันพรุ่งนี้ ให้มากกว่าเลือกตั้ง สก.ครั้งที่ผ่านมาด้วย (08/11/51)






ปชป.จี้ ก.พาณิชย์ เปิดซองประกวดราคารับจำนำข้าว

พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้ ก.พาณิชย์เปิดซองประมูล
ของ 36 บริษัทที่ยื่นซองประกวดราคาในโครงการรับจำนำ
ข้าว 3.1 ล้านตัน



โดยนายอลงกรณ์ พลบุตร รอง หน.พรรค ปชป.เห็นว่า การยื่นซอง
ประกวดราคาเพื่อประมูลในโครงการนี้เมื่อวันที่ 5 พย. ไม่โปร่งใส เห็นได้จากการที่กระทรวงไม่ยอมเปิดซองประมูล เพื่อให้สมาคม
ชาวนา สมาคมโรงสี สมาคมผู้ส่งออกและสื่อมวลชนได้เห็นพร้อม
กันว่ามีการลักไก่เป็นเช็คเปล่าแล้วไปเปิดซองใส่ราคากันเองหรือไม่




ซึ่งผิดไปจากวิธีปฏิบัติในอดีตที่ผ่านมา ที่ต้องเปิดซองประมูลทันที เพื่อป้องกันการล็อคสเป็ค จึงอยากเรียกร้อง
เรื่องนี้ไปยังนายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.พาณิชย์ และขอให้นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกฯ เข้ามาดูแลใน
เรื่องนี้ให้เกิดความโปร่งใส ไม่เช่นนั้นนายโอฬาร ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย (08/11/51)






โฆษกรัฐบาลประณามคนไทยในสหรัฐโห่ไล่สมัคร

โฆกประจำสำนักนายกฯ ประณามการกระทำของคนไทย
ในสรัฐอเมริกาที่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย และโห่ไล่นายสมัคร
สุนทรเวช และครอบครัว บอกถ้าใครมีบัญชีต้องคิดกับนาย
สมัครให้มาทำกับตนเองแทน




นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงว่า ได้รับการ
ติดต่อจากตัวแทนของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ จากสหรัฐ
อเมริกา เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่นายสมัคร และครอบครัว
เดินทางถึงสหรัฐ เพื่อรักษาตัวจากโรคมะเร็ง



โดยได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง พร้อมกับยืนยันว่า นายสมัครไม่ได้แสดงอาการตอบโต้ หรือใช้ความรุนแรง
ใด ๆ กับกลุ่มคนไทย 3-4 คน ที่นายกฯ ได้ใช้ถ้อยคำหยาบคายกับนายสมัครตลอดเวลาที่อยู่ในสนามบิน ขณะ
เดียวกันที่ กทม.นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตร ก็ได้ล้อเลียน และซ้ำเติมนายสมัครอาการต่างๆ นานา ตนเองขอประณามการกระทำดังกล่าว ทั้งที่บนเวทีทำเนียบรัฐบาล และที่สหรัฐอเมริกา




โดยการกระทำดังกล่าวไม่ไดัเป็นการของวิญญูชน หรือของคนที่ต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตย นายสมัครเป็นถึง
อดีตนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทำคุณงามความดีให้กับบ้านเมืองมาโดยตลอด ไม่ควรได้รับการ
ปฏิบัติเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการกระทำกับคนวัยสูงอายุที่กำลังเจ็บป่วยด้วยอาการร้ายแรง โดยเฉพาะใน
วันนี้ที่นายสมัครกำลังต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บในช่วงท้ายของชีวิต




จึงอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการกระทำดังกล่าว และอย่าตามราวีนายสมัครอีก โดยหากใครคิดว่า มีบัญชีที่
ต้องชำระกับนายสมัคร หรือเป็นศัตรูของนายสมัครก็ขอให้มาคิดบัญชีกับตนเองแทน นายณัฐวุฒิยังบอกด้วยว่า เรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครอีก โดยเฉพาะในยามที่เจ็บป่วย ทั้งนี้นายสมัครจะเขียนจดหมายเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ทั้งหมด รวมถึงบอกถึงความรู้สึกของตัวเองส่งมาให้ตนเองอีกครั้ง โดยจะนำไปพูดในรายการความจริงในคืนนี้
(07/11/51)





"เตช" เปิดใจครั้งแรกหนุนสันติธรรม

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกล่าวเปิดใจ
ครั้งแรก ระบุเสียใจที่ลาออกจากตำแหน่งปัดไม่เกี่ยวข้องกับ
แรงกดดันทางการเมือง พร้อมห่วงความขัดแย้งรุนแรง หนุน
แนวคิดกลุ่มสานเสวนา เจรจาหาทางออก ชมทหารวางตัวเป็น
กลาง ย้ำไม่เห็นด้วยการปฏิวัติ




นายเตช บุญนาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ซึ่งปัจจุบันทำงานอยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย
ฝ่ายบริหาร ได้กล่าวเปิดใจครั้งแรกกับทีมข่าวช่อง 3 ภายหลังจาก
ที่ลาออกจากตำแหน่ง โดยชี้แจงถึงเหตุผลการลาออกว่าไม่เกี่ยวข้องกับแรงกดดันทางการเมือง แต่เป็นเพราะ
ภรรยาป่วยเนื่องจากประสบอุบัติเหตุลื่นล้มในห้องน้ำ จึงทำให้ตนเองต้องกลับไปดูแล เป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่สามารถ
รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต่อไปได้




ขณะเดียวกันก็ยังยอมรับว่าการลาออกในครั้งนั้นทำให้ตนเองรู้สึกเสียใจกับการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีและทำงาน
ได้เพียง 39 วัน ประกอบกับเกิดภาวะชะงักงันจากสถานการณ์การเมืองภายในประเทศจนทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้น
ระหว่างไทยและกัมพูชาบานปลายนำไปสู่การปะทะกันตามแนวชายแดน ซึ่งตนเองเชื่อว่าถ้าตนเองยังคงดำรง
ตำแหน่งต่อไปเหตุการณ์ดังกล่าวคงไม่เกิดขึ้น เพราะขณะนั้นกระบวนการการเจรจากับกัมพูชากำลังดำเนินไปใน
ทิศทางที่ดี




นอกจากนี้อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นสามารถทำได้ แต่ต้อง
ทำตามกรอบของครรลองประชาธิปไตย แต่ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการแก้ไขมาตรา 190 เพราะว่ามาตราดังกล่าว
ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการบริหารบ้านเมือง ตรงกันข้ามกับช่วงส่งเสริมให้กระบวนการการทำงานเป็นไปตามขั้นตอน จะเห็นได้จากกรณีที่ล่าสุดรัฐสภามีการอนุมัติกรอบการเจรจากรณีไทยและกัมพูชาทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่ง
ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี รวมถึงการจัดทำประชาพิจารรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ซึ่งเปิดโอกาสให้กระทรวงการ
ต่างประเทศได้นำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีปราสาทเขาพระวิหารไปชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อไม่ให้เกิด
ความเข้าใจผิด




ขณะเดียวกันก็ยังแสดงความเห็นห่วงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง โดยเฉพาะสงครามการแบ่งสีสันที่เกิด
ขึ้นทั่วประเทศ โดยส่วนตัวก็ยังสนับสนุนและเห็นด้วยกับแนวคิดของกลุ่มสานเสวนาเพื่อสันติธรรม เพราะถือว่า
เป็นแนวทางที่จะทำให้พบทางออกหรือทางลงให้กับบุคคลทั้ง 2 ฝ่ายได้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเชื่อว่าน่าจะยุติ เพราะ
เรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการพัฒนาตามระบอบประชาธิปไตย ขณะเดียวกันก็ยังชมการทำงานของ
กองทัพที่ไม่เลือกข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่ยืนยันอยู่ตรงกลางเพื่อยุติความขัดแย้ง และไม่เห็นด้วยถ้าหากจะใช้
การปฏิวัติเป็นทางออกให้กับประเทศ




อย่างไรก็ตามอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังได้แสดงความเห็นใจและเสียใจกับเหตุการณ์ที่
เกิดขึ้นกับนายสมัคร สุนทรเวช ที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางไปประท้วงยังต่างประเทศระหว่างการเดินทางไปรักษาโรค
มะเร็งขั้วตับ พร้อมกับระบุว่า "ท่านสมัครเป็นคนดีคนหนึ่ง ตลอดระยะเวลาที่ผมทำงานก็ไม่เคยเข้ามาก้าวก่าย" และ
เปิดโอกาสให้ผมได้ทำงานอย่างเต็มที่ (07/11/51)






อภิสิทธิ์แนะรัฐบาลเร่งพิจารณางบกลางไม่หวั่นเป็นการหาเสียง

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แนะ รัฐบาลชะลอแก้รัฐธรรม-นูญมาตรา 291 และ พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่ง คปค. เพื่อคืนสิทธิ
ทางการเมือง แต่ควรเร่งนำงบกลางเข้าพิจารณา ไม่หวั่นเป็น
การหาเสียงล่วงหน้า



นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า รัฐบาลจะ
ปฏิเสธความเชื่อมโยงในการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 แม้
จะห้ามไม่ให้รัฐมนตรีร่วมลงชื่อสนับสนุน เพราะเรื่องนี้ก็ริเริ่มมาจาก
ฝ่ายรัฐบาล




ดังนั้น นายกรัฐมนตรี ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา หากมีจุดประสงค์แอบแฝงก็ควรเปิดเผยให้ชัด แต่หากต้องการ
ให้เกิดความสงบก็ควรชะลอไว้ก่อน ซึ่งรวมไปถึงการเตรียมเสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่ง คปค. ฉบับที่ 27 เพื่อคืนสิทธิทางการเมือง เพราะถือเป็นผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้เกิดเหตุวุ่นวายทางการเมืองซ้ำรอย
7 ตุลาคม อีกทั้งเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วน แต่รัฐบาลควรเร่งนำงบกลางเข้ามาพิจารณา เพื่อให้เกิดการกระตุ้น
เศรษฐกิจ ซึ่งฝ่ายค้านพร้อมให้การสนับสนุน และไม่ติดใจว่าจะเป็นการหาเสียงล่วงหน้า แต่เม็ดเงินที่ใช้ต้องเห็น
ประโยชน์มากที่สุด(07/11/51)







ประชุมวุฒิสภา ป้องรสนาไม่ผิด

การประชุมวุฒิสภาวันนี้ประเด็นหลักอยู่ที่การแจ้งเรื่อง
ของการถอดถอนนางรสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. ออกจาก
ตำแหน่งให้ที่ประชุมรับทราบ ขณะเดียวกันก็มีการปกป้อง
นางสาวรสนาว่าไม่สมควรที่จะถูกถอดถอน




ในการประชุมวุฒิสภาช่วงเช้าเป็นการรับทราบรายงานผลการปฏิบัติ
งานประจำปี 2549 ของคณะ กก.สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยมี
นางสุนีย์ ไชยรส เป็นผู้มาชี้แจง




ซึ่งในรายงานฉบับนี้มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่ข้อจำกัด และอุปสรรคสำคัญในการดำเนินงานของคณะ กก.สิทธิฯ คือ การที่เจ้าหน้าที่รัฐ , หน่วยงานภาครัฐ และถึงรัฐบาล ไม่เคารพและละเลยต่อการปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิ
เสรีภาพตาม รธน. เช่น การไม่ให้ความร่วมมือในการมาชี้แจงต่อคณะ กก.สิทธิฯ พอให้หน่วยงานต้นสังกัดไปสอบ
ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ถูกร้องเรียนก็มักปกป้องช่วยเหลือกัน




นอกจากนี้ยังมีปัญหาว่ารัฐบาลและรัฐสภาไม่ตรา กม.มารองรับให้เป็นแนวทางการปฏิบัติ กม.ที่คณะ กก.สิทธิฯ
เสนอไปก็ยังค้างอยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะ กก.กฤษฎีกาก่อนเสนอเข้า ครม. ทำให้หน่วยงานภาครัฐจำนวน
มากมักใช้เป็นข้ออ้างที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติ และเจตนารมณ์ของ รธน.




ขณะเดียวกันภาคประชาชนยังไม่มีความเข้มแข็งพอที่จะปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน และตรวจสอบการใช้
อำนาจรัฐทุกระดับ ส่วนประเด็นที่มีการระบุว่า มี กรรมการสิทธิฯ 3 คน มีอายุเกิน 70 ปี และต้องพ้นการเป็น
กรรมการสิทธิฯนั้น นางสุนีย์ ชี้แจงว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กรรมการสิทธิฯลำบากใจ เพราะหากให้ทั้ง 3 คนลาออก ก็จะทำให้เหลือ กก.สิทธิฯแค่ 5 คน ไม่สามารถประชุมได้ ซึ่งก็จะขัดกับ รธน.ที่กำหนดให้ คณะกรรมการสิทธิฯ
ชุดเดิมทำหน้าที่ไปก่อนจนกว่าจะมี กก.ชุดใหม่ แต่ กก.ชุดใหม่ก็ต้องรอแก้ไข กม.ของคณะ กก.สิทธิฯก่อนตามที่
ศาลปกครองเคยมีคำวินิจฉัยไว้ก่อนหน้านี้หากวุฒิสภามีความห่วงกังวลในเรื่องนี้ก็อยากให้ส่งเรื่องให้ศาล รธน.
วินิจฉัย เพื่อจะได้เกิดความชัดเจน




ส่วนที่วันนี้เป็นวันครบรอบเหตุการณ์ 7 ต.ค. นั้น นางสุนีย์ ยอมรับว่า คณะกรรมการสิทธิฯไม่สามารถสรุปผลสอบได้
ทันภายใน 1 เดือน เพราะมีรายละเอียดมาก แต่ก็ได้พยายามดำเนินการให้เร็วที่สุด และล่าสุดก็ได้ตั้งทีมงานไปสอบ
สวนเพิ่มเติมในส่วนของเจ้าหน้าที่ ตร.ที่ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้าน




จากนั้นเมื่อเข้าสู่วาระปกติ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมก็ได้แจ้งเรื่อง
ที่ กลุ่ม ส.ส. 6 พรรคร่วมรัฐบาล 145 คน ยื่นหนังสือให้ถอดถอน นางรสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. ออกจาก
ตำแหน่ง เนื่องจากมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่และจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรม-
นูญหรือฝ่าฝืนไม่ปฎิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง




สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ต.ค. นางรสนา มีเจตนาไม่เข้าร่วมประชุมรัฐสภา ในการแถลงนโยบายของรัฐ
สภาต่อรัฐสภา แต่ภายหลังกลับป่วนในห้องประชุมทั้งที่ไม่ได้ลงชื่อ และยังนำบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิก
รัฐสภา เข้าร่วมประชุมด้วย ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดขวางไม่ให้มีการประชุมรัฐสภา ทำให้ ส.ว.หลายคนลุกขึ้นแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากว่ายังไม่สมควรที่จะแจ้งเรื่องนี้ให้ที่ประชุมรับทราบ




ขณะที่สมาชิกกลุ่ม 40 ส.ว.ของนางรสนาต่างลุกขึ้นอภิปรายปกป้องนางรสนา อาทิ นายประสาร มฤคพิทักษ์
ส.ว.สรรหา ถึงขนาดลุกขึ้นกล่าวว่า เรื่องการยื่นถอดถอนนางรสนา เป็นเกมการเมือง เพราะต้องถือว่าในวันที่ 7
ต.ค. นางรสนาเป็นวีรสตรีที่หาญกล้า เปล่งเสียงแห่งความกล้าหาญคัดค้านการแถลงนโยบายที่ไม่ชอบธรรมของ
รัฐบาล และที่สำคัญคือ นางรสนาไม่ได้เป็นคนพานายสันติสุข โสภณศิริ สามีของตัวเองเข้ามาในห้องประชุม แต่
นายสันติสุขเข้ามาเอง เพราะมีความรัก หวงแหนศรีภรรยาที่กำลังโดน ส.ส.บางคนรุมล้อมด้วยความเกรี้ยวกราด ซึ่งนายประสารได้ยื่นญัตติขอให้เลื่อนกระทู้ถามด่วนออกไปก่อน เพื่อให้ ส.ว.ได้อภิปรายปกป้องนางรสนาได้เต็มที่ สุดท้ายต้องใช้การลงมติ ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เห็นควรให้อภิปรายปกป้องนางรสนากันต่อด้วยคะแนน 42 ต่อ 41 เสียง.




นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหา ลุกขึ้นอภิปรายต่อว่า นางรสนาไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่ง รธน.ตามที่ถูกกล่าวหา เพราะการที่นางรสนาไม่เข้าเซ็นชื่อเข้าประชุม แต่เข้ามาพูดในห้องประชุม เพราะไม่ได้มีเจตนาจะร่วมประชุม แค่ต้องการทักท้วง ส.ส. และ ส.ว.ไม่ให้ยอมรับ
การแถลงนโยบายที่ไม่ชอบด้วย กม.ของรัฐบาล




ทั้งนี้นางรสนาได้ลุขึ้นชี้แจว่า การไม่เข้าร่วมประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ไม่ใช่การทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ เพราะ
ถือเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งตนได้ยื่นใบลาไปแล้ว เพราะไม่ต้องการฝ่าความรุนแรงเข้ามาในรัฐสภา และตนก็ไม่ได้พานายสันติสุขเข้ามาในห้องประชุมด้วย แต่ไม่รู้ว่านายสันติสุขเข้ามาเมื่อใด หากจะสอบสวนก็ควร
ไปสอบผู้ติดตามเป็นรายบุคคล ส่วนที่มีคนกล่าวหาว่าตนได้ร่วมือกับกลุ่มพันธมิตรฯขัดขวางไม่ให้ ครม.และ ส.ส.
ออกจากรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค.นั้นก็ไม่เป็นความจริง ขอยืนยันว่า ไม่ได้มีส่วนร่วมใด ๆ กับกลุ่มพันธมิตร และใน
วันดังกล่าวก็อยู่ในรัฐสภาจนถึงเวลา 18.00 น. ส.ว.บางคนเป็นพยานเรื่องนี้ได้ การยื่นถอดถอนตนครั้งนี้ เชื่อว่า มี
เจตนาทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของตน (07/11/51)






สภาทนายความย้ำคำพูดโฟนอินทักษิณ เป็นสิ่งไม่บังควร

สภาทนายความออกแถลงการณ์ย้ำ คำพูดโฟนอินของ
พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นพฤติกรรมที่ไม่
บังควรบอกประชาชนมีสิทธิ์เข้าชื่อร้องต่อประธานวุฒิสภาให้
ดำเนินการกับผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้



นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ และเจษฏา อนุจารี
อุปนายกสภาทนายความ ได้ร่วมกันแถลงถึงแถลงการณ์ของสภา
ทนายความ ในกรณีที่พันตำรวจโททักษิณ อดีตนายกฯ ปราศรัยกับ
ผู้สนับสนุนผ่านระบบการประชุมทางโทรศัพท์ทางไกลผ่านจอภาพ
เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา




โดยนายเดชอุดม ย้ำว่าการกระทำของพันตำรวจโททักษิณ ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก และครั้งประวัติศาสตร์ ที่
อดีตนายกฯ ได้อ้างถึงเสียงของประชาชนทำในสิ่งที่ไม่บังควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยมีการพูด
คำว่าศาลยัดเยียดคุกให้ ย้ำถือได้ว่าการกระทำของพันตำรวจโททักษิณ เป็นอันตรายต่อสังคมในขณะนี้




ขณะเดียวกันในเจษฏา ได้อ่านคำแถลงการณ์ของสภาทนายความเนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่า การปราศรัยของพัน-
ตำรวจโททักษิณ ที่ผ่านมาหลังจากได้ตรวจสอบอย่างรอบคอบแล้วพบว่า ทั้งรูปแบบการตั้งคำถาม การตอบคำถาม
และคำพูดต่างๆ ของพันตำรวจโททักษิณ เป็นสิ่งที่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว และเป็นการเตรียมการล่วงหน้าไว้
เป็นอย่างดี ซึ่งการกระทำที่แสดงออกด้วยถ้อยคำปราศรัยที่ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ชัดทั่วไปเป็นความผิดก็ต้องถือ
ว่าเป็นความผิดที่ได้กระทำสำเร็จแล้ว รวมทั้งการจัดเตรียมการในการชุมนุมที่ผ่านมาถือได้ว่าเป็นการเตรียมการ
ที่ต้องลงทุนมหาศาล ไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถทำได้ในวันเดียว




ดังนั้นผู้จัดจึงต้องมีเจตนาที่จะแสดงออกต่อสาธารณชนให้เห็นว่ายังมีคนรักในตัวอดีตนายกฯ อยู่มาก สภาทนาย
ความยังระบุด้วยว่า คำพูดของพันตำรวจโททักษิณ ที่อ้างถึงพระบารมีเป็นคำพูดที่มุ่งเรียกร้อง และขอความเห็นใจ
จากกลุ่มผู้สนับสนุนเท่านั้น ไม่ได้เป็นความรู้สึกหรือสำนึกถึงการกระทำที่จะขออภัยโทษ




ดังนั้นสภาทนายความจึงเห็นว่าผู้ที่ส่งเสริม และสนับสนุนให้มีการปราศรัยไม่ว่าจะในรูปแบบใดๆ หรือนำมากระทำ
ซ้ำอีกเข้าข่ายการสนับสนุน สมรู้ร่วมคิดให้เกิดการกระทำความผิด และหากมีการนำเทปกลับมาเผยแพร่อีก ทั้งผู้
จัดรายการ เจ้าของรายการ ผู้อำนวยการสถานีจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรี, สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร์, สมาชิกวุฒิสภา ที่ให้การสนับสนุนย่อมเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตร-
ฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งวุฒิสภามีอำนาจถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้ตามมาตรา 270 และประชา-ชนจำนวนไม่น้อยกว่า 20,000 คนก็มีสิทธิ์เข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้วุฒิสภามีมติถอดถอนบุคคล
ดังกล่าวออกจากตำแหน่งได้เช่นเดียวกันตามมาตรา 164 (07/11/51)





กก.สิทธิฯ ชี้ภาครัฐละเลยสิทธิเสรีภาพ ปชช.

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสรุปผลการดำเนินงาน ชี้ ภาครัฐละเลยเรื่องสิทธิเสรีภาพของ
ประชาชน ขณะที่ภาคประชาชนเองก็ยังไม่เข้มแข็งพอที่จะปกป้องสิทธิของตัวเอง




ในการประชุมวุฒิสภาช่วงเช้าเป็นการรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2549 ของคณะ กก.สิทธิมนุษยชน
แห่งชาติ โดยมีนางสุนีย์ ไชยรส เป็นผู้มาชี้แจง ซึ่งในรายงานฉบับนี้มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่ข้อจำกัด และอุปสรรค
สำคัญในการดำเนินงานของคณะ กก.สิทธิฯ คือ การที่เจ้าหน้าที่รัฐ , หน่วยงานภาครัฐ และถึงรัฐบาล ไม่เคารพและ
ละเลยต่อการปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพตาม รธน. เช่น การไม่ให้ความร่วมมือในการมาชี้แจงต่อ
คณะ กก.สิทธิฯ พอให้หน่วยงานต้นสังกัดไปสอบผู้ใต้บังคับบัญชาที่ถูกร้องเรียนก็มักปกป้องช่วยเหลือกัน




นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้วยว่ารัฐบาลและรัฐสภาไม่ตรา กม.มารองรับให้เป็นแนวทางการปฏิบัติ กม.ที่คณะ กก.สิทธิฯ
เสนอไปก็ยังค้างอยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะ กก.กฤษฎีกา ก่อนเสนอเข้า ครม. ทำให้หน่วยงานภาครัฐจำนวน
มากมักใช้เป็นข้ออ้างที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติ และเจตนารมณ์ของ รธน. ขณะเดียวกันภาคประชาชนยังไม่มีความ
เข้มแข็งพอที่จะปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ




ส่วนที่วันนี้เป็นวันครบรอบเหตุการณ์ 7 ต.ค. นั้น นางสุนีย์ ยอมรับว่า คณะ กก.สิทธิฯไม่สามารถสรุปผลสอบได้ทัน
เพราะมีรายละเอียดมาก แต่ก็ได้พยายามดำเนินการให้เร็วที่สุด และล่าสุดก็ได้ตั้งทีมงานไปสอบสวนเพิ่มเติมใน
ส่วนของเจ้าหน้าที่ ตร.ที่ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้าน




สำหรับประเด็นที่มีผู้ร้องเรียนว่า กก.สิทธิฯ 3 คน มีอายุเกิน 70 ปี ซึ่งต้องหมดวาระไปนั้น นางสุนีย์ ชี้แจงว่า เรื่องนี้
เป็นเรื่องที่คณะ กก.สิทธิฯเองก็ลำบากใจ เพราะหากให้ทั้ง 3 คนลาออก ก็จะทำให้เหลือ กก.สิทธิฯแค่ 5 คน ไม่
สามารถประชุมได้ ซึ่งก็จะขัดกับ รธน.ที่กำหนดให้ คณะกก.สิทธิฯชุดเดิมทำหน้าที่ไปก่อนจนกว่าจะมี กก.ชุดใหม่
แต่ กก.ชุดใหม่ก็ต้องรอแก้ไข กม.ของคณะ กก.สิทธิฯก่อนตามที่ศาลปกครองเคยมีคำวินิจฉัยไว้ก่อนหน้านี้ หาก
วุฒิสภามีความห่วงกังวลในเรื่องนี้ก็อยากให้ส่งเรื่องให้ศาล รธน.วินิจฉัย เพื่อจะได้เกิดความชัดเจน




สำหรับการประชุมวุฒิสภาวันนี้ นอกจากเรื่องคณะ กก.สิทธิฯแล้ว ยังมีวาระที่น่าสนใจคือ กระทู้ถามด่วน ของนาย
คำนูณ สิทธิสมาน และ นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา ที่ถามรัฐบาลเรื่องมาตรการป้องกันและปราบปราม
เว็บไซด์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และปัญหาความรุนแรงที่เริ่มขยายตัวหลังเกิดเหตุการณ์ 7 ตุลา 51 (07/11/51)






นายกฯ ประชุม ACMECS

นายกรัฐมนตรีมั่นใจหากทุกประเทศให้ความร่วมมือการ
ประชุม ACMECS ครั้งที่ 3 จะประสบความสำเร็จบนพื้นฐาน
ที่ทุกประเทศได้ประโยชน์ร่วมกัน




นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางถึงสาธารณ
รัฐสังคมนิยมเวียดนามแล้วเมื่อช่วงค่ำวานนี้ เพื่อเข้าร่วมประชุมผู้นำ
กลุ่มประเทศยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้า-
พระยา-แม่โขง ครั้งที่ 3 หรือ ACMECS ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยง
อาหารค่ำ และมีการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับผู้นำกลุ่มประ-
เทศต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องศักยภาพที่ทั้ง 5 ประเทศสมาชิก คือ พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และไทย สามารถ
ผลิตข้าวได้เกินกว่าร้อยละ 50 ของโลก จึงเป็นแนวทางท่จะนำไปสู่การร่วมกันกำหนดราคา และวางแผนการผลิต
โดยใช้เทคโนโลยี




สำหรับการประชุมอย่างเป็นทางการวันนี้ ไทยจะเสนอความสามารถด้านการผลิตอาหารและการเกษตร รวมถึงการ
ให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษาด้วยการมอบทุนการศึกษา 100 ทุนแก่ประเทศสมาชิก ทั้งนี้มั่นใจหากทุกประเทศ
ร่วมมือกัน ข้อตกลงทุกด้านจะประสบความสำเร็จบนพื้นฐานที่ทุกประเทศจะได้ประโยชน์ร่วมกัน




ด้านายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ประโยชน์
สำคัญที่ได้รับจากกรอบความร่วมมือ ACMECS คือ การทำให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมด้านการค้าการลงทุน
และการติดตามการลงทุนบริเวณแนวชายแดน ซึ่งจะมีการหารือแนวทางการตั้งศูนย์บริการจุดเดียวแบบเบ็ดเสร็จ
หรือ ONE STOP SERVICE CENTER เพื่อให้การติดต่อธุรกิจทำได้ง่ายและสะดวกขึ้น พร้อมกันนี้ไทยจะผลักดัน
เรื่องความร่วมมือในเรื่องการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม รวมถึงการพัฒนาด้านการเกษตร, การช่วยเหลือทรัพยา-
กรมนุษย์, การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว และการพัฒนาด้านการสาธารณสุข (07/11/51)






พล.อ.เปรมยังไม่ตอบรับเป็นคนกลางหรือไม่

นายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ยังไม่ยืนยันว่า ประธาน
องคมนตรี และรัฐบุรุษจะตอบรับเป็นคนกลางหรือไม่



พล.ร.ท.พะจุณณ์ ตามประทีป หัวหน้าสำนักงาน มูลนิธิประธาน
องคมนตรีและรัฐบุรุษ เปิดเผยว่า ยังไม่ได้รับเรื่อง ที่ กลุ่ม ส.ส.
พลังประชาชน ยื่นเรื่องให้ พล.อ.เปรม เป็นคนกลางในการเจรจา
กับฝ่ายต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตทางการเมืองในขณะนี้ เพราะ
เรื่องดังกล่าวได้มีการส่งไปยัง สำนักงานองคมนตรี ซึ่งส่วนตัว
ไม่ขอแสดงความเห็นว่า พล.อ.เปรม ควรเป็นคนกลางหรือไม่
ต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ พล.อ.เปรม (07/11/51)





ผบ.ทบ.หนุนแนวคิดกลุ่มสานเสวนา

ผู้บัญชาการทหารบกยินดีให้ความร่วมมือกับกลุ่มสาน
เสวนาเพื่อสันติธรรม ในการรณรงค์ให้สังคมเกิดสันติสุขปัด
ตอบเรื่องแก้ รธน.และ คปค. หวั่นเกิดความรุนแรงเชื่อความ
แตกต่างทางความคิดจะยุติได้ด้วยการเจรจา




พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยก่อนเดินทาง
ไปตรวจเยี่ยมกองทัพภาคที่ 3 โดยปฏฺเสธที่จะแสดงความคิดเห็น
เกี่ยวกับกรณีที่รัฐบาลจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 และ
ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองว่า จะนำไปสู่ความรุนแรงหรือไม่
เนื่องจากกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่เห็นด้วยและเตรียมที่จะเคลื่อนขบวนมาปิดล้อมรัฐสภาอีกครั้ง ถ้าหากมีการแก้ไขเรื่อง
ดังกล่าวจริง ซึ่งผู้บัญชาการทหารบก ก็เปิดเผยว่า ถ้าหากมีการเคลื่อนย้ายมาจริงก็คงจะมีเจ้าหน้าที่ในการดูแล
อยู่แล้ว แต่ในฐานะที่เป็นคนไทยก็เชื่อว่าทุกคนคงหวังที่จะไม่ให้เกิดความรุนแรง พร้อมกับเชื่อมั่นว่าความแตกต่าง
ทางความคิดจะสามารถยุติลงได้ ถ้าทุกฝ่ายเปิดใจพูดคุยกันด้วยความสมัครสมานสามัคคี




ทั้งนี้ในส่วนของกองทัพบก ก็ยินดีที่จะให้การสนับสนุนการรณรงค์เพื่อยุติความขัดแย้งตามแนวคิดของกลุ่มสาน
เสวนาเพื่อสันติธรรม เพราะมองว่าหากทำได้จริงก็จะทำให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น ประกอบกับยินดีที่จะให้ความ
ร่วมมือในการสนับสนุนด้านสถานที่ เรื่องการส่งกำลังพลออกไปช่วยรณรงค์ รวมถึงการใช้สื่อของกองทัพบกเป็น
เครื่องมือในการรณรงค์ด้วย




ขณะที่เรื่องการดูแลเกี่ยวกับกรณีการหมิ่นสถาบัน ขณะนี้ก็ได้มีการตรวจเข้มดูแลตามเว็บไซต์ต่างๆ ประกอบกับ
ทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ซึ่งมีเครือข่ายตามจังหวัดต่างๆ ก็จะเป็นผู้ควบคุมดูแลในการออก
อากาศของวิทยุชุมชน โดยมีการขอความร่วมมือในการนำเสนอแต่สิ่งที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์เท่านั้น (07/11/51)





ข่าวการเมืองย้อนหลัง