สตช.ยันไม่กระทบ ศาลเพิกถอน 2 ข้อหาพันธมิตร

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยัน เจ้าหน้าที่ตำรวจ
ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอนของกฏหมายต่อไป กรณีการ
เอาผิดพันธมิตรในข้อหาอื่นที่ยังค้างอยู่ หลังศาลอุทธรณ์สั่ง
เพิกถอน 2 ข้อหาใหญ่ แกนนำพันธมิตรแล้ว



2 รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยพลตำรวจโท
เรืองศักดิ์ จริตเอก และพลตำรวจตรีสุรพล ทวนทอง กล่าวว่า เจ้า-
หน้าที่ตำรวจยังคงทำหน้าที่รวบรวมหลักฐานไปตามข้อเท็จจริง
ตามหลักฐานที่ปรากฏ กรณีการเอาผิดแกนนำพันธมิตรทั้ง 9 คน
ส่วนจะฟ้องหรือไม่ฟ้องก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล แต่ล่าสุด
ศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งเพิกถอน 2 ข้อหาใหญ่ แกนนำทั้ง 9 ก็คือ ข้อหากบฏ และข้อหาการสะสมกำลังพลไปแล้ว
ก็ตาม ยังคงเหลือข้อหาอื่นๆ อีก ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่มีปัญหากับขั้นตอนใดๆ แม้จะถูกเพิกถอน 2 ข้อหา
ใหญ่แล้วก็ตาม ยังคงสามารถเดินหน้าต่อไปตามกระบวนการสอบสวนอย่างเต็มที่




ในขณะที่พลตำรวจตรีสุรพล ยังระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงสามารถจับกุมแกนนำพันธมิตรทั้ง 9 คนได้ แต่
จับในข้อหาอื่น ตามที่ศาลอนุมัติได้ออกหมายจับ ส่วนการแจ้งข้อกล่าวหา ที่พนักงานสอบสวนทำไว้ก็เป็นอีกส่วน-
หนึ่ง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่สามารถละเมิดอำนาจศาลกรณีการจับกุม 9 แกนนำ พันธมิตรใน 2 ข้อหาใหญ่ที่ถูก
ศาลพิจารณาเพิกถอนแล้ว (09/10/51)





ศาลนัดฟังคำสั่งคดีขอเพิกถอนหมายจับพันธมิตรข้อหากบฏ

ศาลนัดฟังคำสั่งการเพิกถอนหมายจับแกนนำพันธมิตรใน
ข้อหากบฏ ในวันนี้ โดยทนายพันธมิตรระบุหากศาลเพิกถอน
หมายจับจะนำตัวแกนนำที่เหลือเข้ามอบตัวทันที




โดยในวันนี้ศาลอาญา ได้นัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ในคดีที่แกนนำ
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และแนวร่วมพันธมิตร
ได้ยื่นหนังสืออุทธรณ์ขอให้ศาลเพิกถอนหมายจับในข้อหากบฏบุก
รุกสถานที่ราชการ และมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อความวุ่นวาย
ในบ้านเมือง รวม 5 ข้อหา ซึ่งจนถึงขณะนี้มีนายสุวัตร อภัยภักดิ์
ทนายความพันธมิตร และกลุ่มพันธมิตร ที่ได้เดินทางมาถึงศาลอาญาแล้ว โดยนายสุวัตร กล่าวว่าศาลมีคำสั่ง
เพิกถอนหมายจับ 9 แกนนำในข้อหากบฏในวันนี้ ตนจะยื่นขอประกันตัวนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และพลตรีจำลอง
ศรีเมืองทันที พร้อมกับพาแกนนำที่เหลืออีก 7 คน เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน ส่วนจะเป็นสถานที่ใด จะประ-
สานไปยังผู้บัญชาการตำรวจนครบาลอีกครั้ง อาจจะเป็นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือ สน.นางเลิ้ง แต่หาก
ศาลไม่อนุญาตให้เพิกถอนหมายจับในข้อหากบฏ ก็จะไม่มีการยื่นประกันตัว และจะไม่พาแกนนำที่เหลืออีก 7 คน
เข้ามอบตัวด้วย พร้อมกับจะยื่นฏีกาภายใน 2 อาทิตย์ ส่วนการชุมนุมถึงแม้ศาลจะเพิกถอนหมายจับหรือไม่ ก็ยัง
จะปักหลักชุมนุมอยู่ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตร (09/10/51)





แพทย์ 3 สถาบันยืนยันเหยื่อปะทะถูกระเบิด

ผลวิเคราะห์ทางการแพทย์ของโรงพยาบาล 3 สถาบันใน
วงเสวนา ซึ่งจัดขึ้นที่ รพ.จุฬาฯ ระบุชัดเจนว่า เหยื่อที่ได้รับ
บาดเจ็บจากการปะทะเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจาก
แก๊สน้ำตาเพียงอย่างเดียว ยืนยันเกิดจากวัตถุระเบิด หรือ
อาวุธร้ายแรงที่ไม่ใช่ปืน



แพทย์ 3 สถาบันจากโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งประกอบด้วย โรงพยา-
บาลรามาธิบดี โรงพยาบาลจุฬาฯ โรงพยาบาลวชิระ โดยผู้เข้าร่วม
เสวนาจะเป็นศัลยแพทย์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัด
ผลการเสวนาได้พูดถึงการวิเคราะห์บาดแผลของผู้ป่วยเหยื่อการ
ปะทะที่เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และเข้ารับการรักษาในแต่ละโรงพยาบาล สรุปการวิเคราะห์ ระบุร่วมกันว่า
เหยื่อที่อาการสาหัสไม่ได้เกิดจากแก๊สน้ำตาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากวัตถุระเบิด หรืออาวุธร้ายแรงที่ไม่ใช่ปืน




ศัลยแพทย์ รพ.จุฬาฯ น.พ.รัฐพลี ภาคอรรถ ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านผู้ป่วยวิกฤติภาควิชาศัลยแพทย์ศาสตร์ รพ.
จุฬาฯ ยืนยันว่า บาดแผลที่เห็นผู้ป่วยในการผ่าตัดเป็นแผลฉกรรจ์เหวอะวะฉีกขาด กระดูกโผล่ มือเท้าเละ ซึ่ง
วินิจฉัยโดยรวมระบุว่า เป็นบาดแผลที่ถูกกระแทกจากของแข็งที่มีความร้อนด้วยความเร็วสูง โดยเหยื่อแต่ละราย
มีบาดแผลที่คล้ายคลึงกันในรายที่สาหัส ยกเว้นผู้ป่วยบางส่วนที่พบว่า ถูกแรงอัดของแก๊สน้ำตาจริง และบาดแผล
เป็นเพียงรอยสะเก็ดตามตัวเท่านั้น (09/10/51)





ตร.ระบุปฏิบัติการซ้อนป้ายสีจนท.ขยายผลสู่ความรุนแรง

รอง โฆษก สตช. ออกมาระบุมีการสร้างสถานการณ์ซ้ำซ้อน
เพื่อโยนความผิดให้ ตร. เพื่อขยายสู่ความรุนแรง เร่งสืบสวน
หาต้นต่อตัวการที่อยู่เบื้องหลัง




พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้
ออกมากล่าว กรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียก-
ร้องให้ประชาชนออกมาร่วมชุมนุมกันให้มากๆ อ้างว่าเจ้าหน้าที่
ตำรวจทำร้ายประชาชนว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีเพียงแก๊สน้ำตา
เท่านั้นในการสลายการชุมนุม และอุปกรณ์ควบคุมฝูงชน เช่น โล่
เป้าหมายเพียงต้องการเปิดทางให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในการแถลงนโยบายรัฐบาล และไม่ต้องการให้
เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยยึดอาคารรัฐสภา ยืนยันได้ว่า การบาดเจ็บและเสียชีวิตของประชาชน ไม่ได้เกิดจากอุปกรณ์
ของเจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปใช้ควบคุมการชุมนุม แต่ผลที่เกิดบาดแผลขึ้น น่าจะเกิดจากวัตถุระเบิด เชื่อว่ามีการ
ปฏิบัติการซ้อนขึ้นระหว่างการทำหน้าที่ของตำรวจ ทำให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิต เพื่อสร้างสถานการณ์ใส่ร้าย
เจ้าหน้าที่ตำรวจ และนำไปขยายเหตุการณ์ชุมนุมให้รุนแรงขึ้น รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวต่อว่า
ขณะนี้ฝ่ายสืบสวนสอบสวน อยู่ระหว่างนำภาพที่สื่อมวลชนบันทึกได้ ไปสืบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป เพื่อหาตัวผู้-
สร้างสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้น ส่วนการระดมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจากต่างจังหวัด
เข้ามาเพิ่มเติมนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดพยายามชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนในพื้นที่ได้เข้าใจ แต่คงทำ
ได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น (09/10/51)






แพทย์รามายืนยันไม่ต่อต้านรักษา ตร.

ตัวแทนจากคณะแพทย์ศาสตร์ รพ.รามาฯ ยืนยันไม่เลือกปฏิบัติรักษาผู้ป่วย แม้จะเป็นเจ้าหน้าที่ ตร. แต่อาจจะไม่ให้เกียรติเฉพาะรายบุคคล โดยเฉพาะผู้มียศตำแหน่งสูง ซึ่งสามารถทำได้เพราะสิทธิส่วนตัว




หลังการเสวนาการวิเคราะห์บาดแผลร่วมกันของแพทย์จากโรงพยาบาล 3 สถาบัน นพ.อัจฉริยะ สาโรวาท ผู้ช่วย-
ศาสตราจารย์ศัลยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ยืนยันว่าแพทย์ทุกคนของโรงพยาบาลรามาฯ จะไม่เลือกปฏิบัติในการรักษา
ผู้ป่วย แม้จะเป็นข้าราชการตำรวจ โดยจรรยาบรรณแพทย์การช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยเมื่อประสบเหตุและได้รับบาดเจ็บ
เข้ามาต้องพิจารณาช่วยชีวิตก่อน ซึ่งไม่มีการต่อต้านว่าใครจะอยู่ในอาชีพใด เพราะถือว่าแพทย์ต้องทำหน้าที่ในการ
ดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มที่ ส่วนแพทย์จะให้เกียรติหรือไม่ให้เกียรติกับ ตร.ที่มียศฐาบรรดาศักดิ์สูงซึ่งอาจจะไม่ชอบเป็น
การส่วนตัว หรือไม่พอใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แพทย์ก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ให้เกียรติบุคคลเหล่านั้นเหมือนที่ผ่านมา แต่
ยินดีรักษาช่วยชีวิตอย่างเต็มที่ ในขณะที่ความพิเศษและการให้เกียรติจะลดลงเหมือนกับประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็น
สิทธิ์ของแพทย์ที่สามารถทำได้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย




น.พ.อัจฉริยะ ยังระบุด้วยว่า การวิเคราะห์บาดแผลของเหยื่อเหตุปะทะซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเกิดจาก
วัตถุระเบิดที่ไม่ใช่อาวุธปืนแน่นอน และขณะนี้ผู้ป่วยทุกคนที่รักษาอยู่ในโรงพยาบาลอาการดีขึ้นตามลำดับ มีเพียง
สภาพจิตใจที่จะต้องดูแลเป็นพิเศษ แต่ทุกคนเท่าที่สัมผัสทำใจได้ ยังมีเหยืออีก 1 ราย ที่แพทย์ไม่มั่นใจว่าจะพ้น
วิกฤติในอีกกี่วัน ก็คือเหยื่อรายที่หลอดลมขาดและนิ้วมือขาด ซึ่งยังคงอยู่ในห้องไอซียู และต้องดูแลผลการติด
เชื้อว่าจะมีผลข้างเคียงหลังการผ่าตัดหรือไม่ ซึ่งจะต้องแถลงอาการเหยื่อเป็นระยะ (09/10/51)







ตร.ยืนยันระเบิด และแก๊สน้ำตาไม่เป็นอันตราย

โฆษก สตช.ยืนยันพร้อมสาธิตอุปกรณ์การปราบจราจล
ทั้งกระสุน แก๊สน้ำตา และระเบิดแก๊สน้ำตาไม่เป็นอันตราย



พลตำรวจตรีสุรพล ทวนทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
พร้อมด้วยพลตำรวจตรีอำนวย นิ่มมะโน รอง ผบ.ชน.ได้เปิดเผย
ถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมฝูงชน โดยได้นำอุปกรณ์ปราบจลาจล
ของ ตชด.มาโชว์ประสิทธิภาพการทำงานโดยเฉพาะแก๊สน้ำตา




ซึ่งมีทั้งชนิดขว้างและปืนยิงแก๊สน้ำตาที่มีรัศมีการยิงทั้งวิถีตรงและวีถีโค้ง ประมาณ 150 เมตร ซึ่งแก๊สน้ำตาทั้ง
2 ชนิดไม่มีอานุภาพทำลายล้าง และยังได้สาธิตการใช้ระเบิดแก๊สน้ำตาแบบขว้างให้กับผู้สื่อข่าวได้ชมถึงการทำงาน
ว่าประสิทธิภาพไม่น่าที่จะทำอันตรายถึงกับแขน และขาขาดได้ (08/10/51)






รองโฆษก สตช. เผยเหยื่อระเบิดคาร์บอมส์ เป็นอดีต ตร. น้องเขยอดีต ส.ว. บุรีรัมย์

พลตำรวจตรีสุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจ
แห่งชาติ ระบุเหยื่อคาร์บอมบ์ เมื่อวานนี้เป็นอดีตตำรวจ
น้องเขย นายการุณ ไสงาม อดีต ส.ว. บุรีรัมย์ และยังเป็น
แกนนำพันธมิตรบุรีรัมย์



พลตำรวจตรีสุรพล ทวนทอง กล่าวว่าจากการตรวจสอบทราบชื่อ
ผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดแล้ว คือ พันตำรวจโท เมธี ชาติมนตรี
อดีต รอง สวป.สภ.เมืองบุรีรัมย์ และเป็นน้องเขยของนายการุญ
ใสงาม อดีต สว.บุรีรัมย์ และยังเป็นแกนนำพันธมิตรบุรีรัมย์ด้วย




ทั้งนี้ยังพบว่าผู้ตายเป็นคนนำรถคันดังกล่าวบรรทุกระเบิดมาเพื่อปฏิบัติการ แต่ไม่ทราบเป้าหมายว่าเป็นที่ใด จาก
การสอบสวนของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดุสิต ซึ่งได้ทำการสอบสวนเจ้าของรถคันเกิดเหตุ ในการว่าได้เดินทางมา
พร้อมกับภรรยา และได้จอดรถตรงจุดเกิดเหตุ และจำไม่ได้ว่าล็อครถหรือไม่ จนรถได้เกิดระเบิด




โดยยืนยันว่าไม่รู้จักกับผู้ตาย จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่าการระเบิดเกิดภายในห้องโดยสารระเบิดเป็น
ระเบิดชนิดแสวงเครื่อง และอยู่ในระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นระเบิดชนิดใด โดยลักษณะของผู้ตายคาดว่ากำลัง
จะก้มตัวไปหยิบของภายในรถ โดยก้าวเท้าขวาเข้าไปในรถ แต่ระเบิดเกิดทำงานทำให้ขาขวาตกอยู่ภายในรถ
ในส่วนของลำตัวได้กระเด็นออกมานอกรถ ในขณะนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่จากกองสรรพาวุธทำการตรวจสอบระเบิดว่า
เป็นชนิดเดียวกันกับที่มีการระเบิดจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และขาขาดในระหว่างการสลายการชุมนุมเมื่อ
วานนี้หรือไม่ (08/10/51)






สธ.สรุปยอดผู้บาดเจ็บ 9 รพ.443 คน

ก.สธ.สรุปยอดผู้บาดเจ็บเหตุปะทะเมื่อวานนี้ยอดรวม 10 รพ.อยู่ที่ 443 คน นอนรักษาตัว 82 คน และ
เสียชีวิต 2 คน




นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัด ก.สธ. ซึ่งได้เป็นตัวแทนรัฐมนตรีว่าการ และช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่
รุดเยี่ยมผู้ป่วย ซึ่งนอนรักษาอยู่ที่วชิรพยาบาล จำนวน 32 ราย อย่างครบทุกคน โดยเปิดเผยข้อมูลของศูนย์นเรนทร หลังการให้กำลังใจผู้ป่วยว่า ยอดผู้บาดเจ็บ 9 รพ. ทั้งหมดอยู่ที่ 443 คน ประกอบด้วย วชิรพยาบาล 32 คน รพ.
กลาง 4 คน รพ.จุฬาลงกรณ์ 2 คน ราชวิถี 2 คน รพ.ศิริราช 4 คน รพ.พระมงกุฎ 12 คน รพ.รามาธิบดี 19 คน รพ.ตำรวจ 5 คน รพ.เลิศสิน 2 คน




ซึ่งผู้บาดเจ็บทุกรายได้รับรายงานจากแพทย์ว่า อาการอยู่ในขั้นปลอดภัยดีแล้ว เพราะทีมงานแพทย์ได้ดูแลอย่าง
เต็มที่ ส่วนใหญ่ รพ.ที่ส่งเป็น รพ.การเรียนการสอนของแพทย์ทั้งสิ้น จึงไม่น่าเป็นห่วงในเรื่องการดูแล




นอกจากนี้ยังรายงานผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย หญิง 1 ราย และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บรวมทั้งหมด 20 ราย ที่สำคัญยังมีผู้สูญเสียอวัยวะสำคัญแยกดังนี้ บาดเจ็บ แขน ขา ถูกตัดขาดเป็นชาย 4 ราย นิ้วมือ นิ้วเท้าถูกตัดขาด
เป็นชาย 2 ราย หญิง 2 ราย ซึ่ง ก.สธ.ได้เร่งให้ศูนย์นเรนทรรวบรวมตัวเลขวันต่อวันว่า มีผู้ออกจาก รพ.กี่คน และ
ส่งต่อไปรักษา รพ.อื่นอีกกี่คน โดยล่าสุดมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นาย จากวชิรพยาบาลส่งต่อไปรักษา รพ.ตำรวจและ
กลับภูมิลำเนาที่อยู่จังหวัดเดิมของตน ซึ่งทุกคนยังอยู่ในภาวะสภาพจิตใจได้รับความกระทบกระเทือนและยังตื่น
ตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (08/10/51)





นักข่าว จส.100 ตัดพ้อความเสี่ยงของอาชีพ

นักข่าว จส.100 เหยื่อแก๊สน้ำตาที่ถูกแรงอัดกระแทกจนบาดเจ็บสาหัสรักษาตัวที่วชิรพยาบาล อาการ
ดีขึ้นตามลำดับ ก่อนเปิดเผยความรู้สึกของอาชีพที่เสี่ยงต่อชีวิต และประสบการณ์ครั้งแรกที่ไม่มีวันลืม
หลังลงภาคสนามได้เพียง 5 เดือน




นายปิตินนท์ แก่นสาร นักข่าว จส.100 วัย 26 ปี ซึ่งออกภาคสนามในการทำข่าวได้เพียง 5 เดือนเปิดเผยความรู้สึก
ขณะเกิดเหตุ ซึ่งรายสดทางโทรศัพท์อยู่ไม่กี่คำ นอกเหนือจากแก๊สน้ำตาที่ได้รับผลกระทบนั้น วินาทีนั้น ยังรู้สึกว่า
มีสิ่งของบางอย่างมากระแทกที่หลังอย่างแรง ส่งผลให้เสื้อ กางเกง เมื่อจับลูบดูแล้ว จึงรู้ว่าฉีกขาด และเลือดไหล
ไม่หยุด จนร้องขอความช่วยเหลือจากกลุ่มที่นักข่าว และหมอบลงกับพื้นก่อนจะคลานออกมาจนได้รับการช่วยเหลือ และนำส่งโรงพยาบาลจนปลอดภัย




ปิตินนท์ เล่าว่า ก่อนถึงมือแพทย์คิดว่าตนเองจะเอาชีวิตไม่รอด เพราะรู้ว่า เสียเลือด และกำลังจะวูบลงจากความ
อ่อนเพลีย แต่สุดท้ายแพทย์ก็ช่วยชีวิตไว้ทัน จนถึงขณะนี้ยังคิดอยู่เสมอว่า คิดผิดหรือถูกที่มาทำอาชีพนี้ และต้อง
กระทบต่อตนเอง รวมไปถึงเสี่ยงภัยอย่างมาก แต่หลังผ่าตัด ซึ่งแพทย์ได้ทำการตัดชิ้นเนื้อที่ขาดหลุดรุ่งริ่งออกจาก
กลางหลัง ก็รู้สึกว่า อาชีพนี้เสียสละ และทำด้วยใจรัก และถือเป็นประสบการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นประสบการณ์ที่น่ากลัว แต่ก็รู้สึกได้ทำหน้าที่ในการเป็นนักข่าวอย่างภาคภูมิใจ และหากจะให้กลับไปทำอาชีพ
เดิมโดยไปยืนอยู่ที่จุดเดิมที่เกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ ตนก็พร้อมจะทำอีก แต่ต้องระมัดระวังให้มากขึ้น




สภาพจิตใจขณะนี้ปิตินนท์ เล่าว่าดีขึ้นตามลำดับรู้สึกเห็นใจกับอาชีพนักข่าวทุกคน สิ่งที่ตนหวังคือไม่อยากมีผล
กระทบเรื่องเส้นประสาทที่ไปกดทับที่อาจจะทำให้ตนเดินไม่ได้ ซึ่งคณะแพทย์แม้จะบอกว่า ปลอดภัยดีแล้ว แต่
พ่อแม่ก็ยังเป็นห่วงอยู่ทุกวันนี้ (08/10/51)





พ่ออังคนาไม่เสียใจลูกตายเพื่อชาติ

พ่อนางสาวอังคนาที่เสียชีวิต ขณะเกิดเหตุตำรวจยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มผู้ชุมนุม เดินทางมารับศพลูกสาว
เพื่อนำไปบำเพ็ญกุศลที่วัดย่านตลิ่งชัน พร้อมระบุไม่เสียใจที่ลูกตายเพื่อชาติ



นายจินดา ระดับปัญญาวุฒิ เดินทางมารับศพลูกสาว นางสาวอังคนา ระดับปัญญาวุฒิ อายุ 28 ปี ที่เสียชีวิต ขณะ
เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา ยิงสลายกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา ที่หน่วย
นิติเวช รพ.รามาธิบดี แพทย์ระบุเบื้องต้นว่า เสียชีวิตเนื่องจากถูกสิ่งของกระแทกอย่างรุนแรงบริเวณหน้าอกด้านซ้าย




โดยนายจินดา กล่าวว่า นางสาวอังคนาเป็นลูกคนโต ในจำนวนลูกสาว 3 คน จบการศึกษาจากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เอแบค ปกติเป็นคนมีนิสัยร่าเริง ไม่สนใจเรื่องการเมือง แต่ทนไม่ได้ที่เห็นการคอรัปชั่น จึงได้เข้าร่วมชุมนุม ตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อปี 2549 ตนเองไม่ได้ห้ามปราม เนื่องจากเห็นว่าลูกทำเพื่อชาติ เพราะใน
ประเทศประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะชุมนุมประท้วงได้




ซึ่งการชุมนุมระยะหลังลูกสาวได้เข้าร่วมชุมนุมบ่อยครั้ง ปกติจะอยู่ในทำเนียบรัฐบาล แต่ขณะเกิดเหตุได้เดินออก
มาบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อดูสถานการณ์ โดยขณะถูกยิงนางวิชุดา ภรรยาตนเอง ได้เข้าไปกอดลูกไว้ แต่เจ้าหน้าที่พยาบาลที่เข้ามาช่วยเหลือ เห็นว่า นางวิชุดาได้รับบาดเจ็บเช่นกัน จึงได้นำส่งคนละโรงพยาบาล ซึ่ง
ขณะนี้ถูกรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ศิริราช เนื่องจากอาการบาดเจ็บบริเวณนิ้วเท้าและลำตัว แต่อาการปลอดภัย




โดยหลังเกิดเหตุได้รับการติดต่อจากแกนนำกลุ่มพันธมิตร เพื่อโทรขอให้นำศพลูกสาวไปทำพิธีรดน้ำศพภายใน
ทำเนียบรัฐบาล แต่ตนเองไม่อยากรบกวน ขอนำศพลูกไปบำเพ็ญกุศลที่วัดศรีประวัติ ย่านตลิ่งชันด้วยตนเอง โดย
หลังจากงานศพเสร็จสิ้นจะปรึกษาภรรยาว่า จะดำเนินการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือรัฐบาลได้หรือไม่ จากเหตุ
ที่เกิดขึ้น อยากสอบถามไปยังตำรวจและรัฐบาลว่า กล้าสาบานหรือไม่ ว่าไม่ได้ใช้อาวุธอย่างที่ออกมาปฏิเสธ โดย
เงินที่ได้รับบริจาคช่วยเหลืองานศพทุกบาททุกสตางค์จะขอบริจาคให้เอเอสทีวี.ต่อไป




ขณะที่รองศาสตราจารย์นายแพทย์ธันย์ สุภัทรพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์
วันที่ 7 ตุลาคม ทาง รพ.รามาฯ ได้รับผู้ป่วยไว้จำนวน 76 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่ต้องรับตัวไว้ใน รพ.จำนวน 16 ราย ซึ่ง 10 รายต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน ส่วนอีก 6 รายรับตัวไว้เพื่อรอดูอาการ มีผู้สูญเสียอวัยวะ ส่วนล่าง 2 ราย สูญเสียมือและแขน 2 ราย กระดูกหัก 3 ราย สูญเสียดวงตา ซึ่งจากห้องผ่าตัดดวงตาออก 1 ข้างจากการถูก
กระแทก 1 ราย และขณะนี้มีอีก 1 รายที่อาการน่าเป็นห่วง เป็นชายไม่ทราบชื่อ อายุประมาณ 30 ปี ได้รับบาดเจ็บ
บริเวณลำคอ ทำให้สูญเสียการหายใจแพทย์ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ตลอดเวลาและคาดว่า อาจจะต้องเจาะคอ เพื่อใส่ท่อช่วยหายใจไปตลอดชีวิต




นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ คือสิบตำรวจตรีพีรเชษฐ์ ธราปัญจทรัพย์ ซึ่งได้รับบาดเจ็บบริเวณเอ็นข้อเข่า รอการ
ผ่าตัด ส่วนนางสาวอังคนา ระดับปัญญาวุฒิ ทางโรงพยาบาลรู้สึกเสียใจ เนื่องจากนางสาวอังคนาเสียชีวิตก่อนถึง
โรงพยาบาล แต่จากการชันสูตรศพในเบื้องต้น ทราบว่า ถูกกระแทกอย่างรุนแรงบริเวณหน้าอกด้านซ้าย แต่ในราย
ละเอียดว่าเป็นสิ่งใดมากระแทกเป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะดำเนินการสอบสวน โดยในเวลา 14.30 น. ทาง รพ.รามาฯ จะแถลงข่าวถึงสาเหตุการเสียชีวิตของนางสาวอังคนาอีกครั้ง (08/10/51)






ศูนย์นเรนทร เผยยอดผู้บาดเจ็บกว่า 400 คน

ผอ.ศูนย์นเรนทร เผย มีผู้บาดเจ็บจากเหตุสลายการชุมนุม
นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 73 ราย ด้านผู้อำนวยการ
โรงพยาบาลวชิรพยาบาล เผย ผู้บาดเจ็บจากเหตุปะทะยัง
นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 35 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บที่
ขาขาด อาการยังน่าเป็นห่วง




น.พ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย ผอ.ศูนย์นเรนทร กระทรวงสาธารณสุข
เปิดเผยว่า ล่าสุด ยังมีผู้บาดเจ็บจากเหตุสลายการชุมนุมบริเวณหน้า
รัฐสภา ลานพระบรมรูปทรงม้า บริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจ
นครบาลแยกการเรือน แยกขัตติยานี นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลต่างๆ จำนวน 73 ราย จากที่มีผู้บาดเจ็บเข้า
รับการรักษาทั้งสิ้น 437 คน




ด้าน น.พ.ชัยวัน เจริญโชคทวี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวถึงยอดผู้บาดเจ็บตลอดทั้งวัน เมื่อวาน
ที่ผ่านมาจากเหตุปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มพันธมิตร รวมทั้งสิ้น 164 ราย ยังคงนอนพักรักษาตัวอยู่ที่
โรงพยาบาลในจำนวนนี้มีผู้บาดเจ็บต้องเข้ารับการผ่าตัดทั้งสิ้น 13 ราย ขณะเดียวกันได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บาดเจ็บ
จากการปะทะ เข้ารักษาตัว 14 ราย ถูกยิง 3 ราย ซึ่งอยู่ในอาการปลอดภัยแล้ว ส่วน นายธัญญา คูณแก้ว การ์ด
พันธมิตรที่ได้รับบาดเจ็บขาขาดนั้น อาการดีขึ้นแต่ยังคงน่าเป็นห่วง




ขณะที่นายบุญมา บุญเถื่อน อายุ 50 ปี ชาวชลบุรีที่เข้านอนรักษาตัวตลอดทั้งคืน เนื่องจากถูกยิงด้วยแก๊สน้ำตาได้
เดินทางออกจากโรงพยาบาลเช้าวันนี้ โดยยืนยันว่าจะกลับไปร่วมชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลต่อทันที สำหรับยอด
ผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์วานนี้รวมทั้งสิ้น 410 ราย เสียชีวิต 2 ราย โดยแยกกระจายตามโรงพยาบาลต่างๆ




ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิรพยาบาล เตือนผู้ปกครอง อย่านำบุตรหลานวัยเด็ก เข้าร่วมชุมนุมที่ทำเนียบฯเพราะ
อาจเป็นอันตรายได้ หลังวานนี้มีผู้ปกครองนำเด็กวัยตั้งแต่ 1-5 ขวบ เข้ารับการรักษาจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ
ยิงแก๊สน้ำตาซึ่งขณะนี้ทยอยกลับบ้านไปหมดแล้ว ขณะที่ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่จะทยอยกลับบ้านในวันนี้ เหลือเพียง
ผู้บาดเจ็บที่เข้ารับการผ่าตัดต้องพักรักษาตัวที่ ร.พ. โดยมีทีมแพทย์ให้ความดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งสภาพร่างกาย
และจิตใจทั้งนี้ น.พ.ชัยวัน ยืนยันว่า หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีก ร.พ.มีความพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินเต็มที่ โดย
ไม่กระทบกับการรักษาผู้ป่วยรายอื่นๆ (08/10/51)





จนท.เจอระเบิด 2 ลูกบริเวณที่ชุมนุมหน้าสภาฯ

เจ้าหน้าที่ทำความสะอาด เร่งเก็บกวาดพื้นที่การชุม เพื่อเปิดพื้นผิวจราจร พบระเบิด 2 ลูกตกหล่นอยู่ ตร.
เข้าเก็บกู้ไว้ได้



นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เมื่อเวลา 06.00 น. ที่ผ่านมา ได้ส่งพนักงานเก็บกวาด
จำนวน 150 คน แบะ รถขยะ 10 คัน เข้าทำความสะอาดพื้นถนนเพื่อเปิดการจราจรบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า
และบริเวณโดยรอบรัฐสภาหลังมีการชุมนุมวานนี้ และได้พบวัตถุคล้ายระเบิดลูกเกลี้ยงจำนวน 2 ลูก บริเวณแยก
อู่ทองตัดกับถนนราชวิถี หน้ารัฐสภา สำนักงานเขตดุสิต จึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดุสิต เพื่อตรวจสอบวัตถุ
ดังกล่าว และสามารถเก็บกู้ไว้ได้อย่างปลอดภัย




นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่เขตดุสิตได้เร่งช่วยกันเก็บกวาดขยะ ที่มีทั้งขวดน้ำ กล่องโฟมใส่อาหาร ที่ทิ้งไว้เกลื่อนกลาด
เต็มถนน โดยทางปลัด กทม.บอกว่า ได้เร่งให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ เพื่อให้มีการเปิดการ
จราจร ให้รถวิ่งไปมาได้สะดวก พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกคน ทำงานด้วยความระมัดระวังมากที่สุด โดยเฉพาะ
เรื่องของวัตถุต้องสงสัย และแก๊สน้ำตาที่ยังตกค้างอยู่ตามพื้นถนน (08/10/51)